Better English, Better Future @ecc

How should elementary school students choose an English course?

เด็กประถมเรียนภาษาอังกฤษกับครูในห้องเรียน

พอลูกเข้าสู่วัยประถม หลายบ้านจะเริ่มรู้สึกว่า “ภาษาอังกฤษจริงจังขึ้นแล้วนะ” จากเดิมที่ตอนอนุบาลอาจเน้นเพลง เกม คำศัพท์ หรือการพูดตาม พอขึ้นประถม เด็กเริ่มเจอโจทย์ที่ยาวขึ้น ต้องอ่าน ต้องเขียน ต้องฟังครู ต้องตอบคำถาม และบางโรงเรียนก็เริ่มใช้ภาษาอังกฤษในวิชาอื่นมากขึ้นด้วย

ตรงนี้เองที่คุณพ่อคุณแม่มักเริ่มมองหา คอร์สภาษาอังกฤษเด็กประถม เพิ่มเติม แล้วก็เจอคำถามใหม่อีกชุด

“ควรเน้น Grammar ไหม?”
“ลูกอ่านได้ แต่ทำไมไม่กล้าพูด?”
“เรียน Conversation ดี หรือควรเก็บ 4 Skills ก่อน?”
“เพื่อนอยู่ Level นี้แล้ว ลูกควรตามไปด้วยไหม?”

จริง ๆ แล้ว เด็กประถมไม่ได้ต้องการคอร์สแบบเดียวกันทุกคน บางคนยังต้องเก็บพื้นฐานการอ่านให้แน่นขึ้น บางคนอ่านและเขียนได้ดี แต่ไม่ค่อยได้ใช้ภาษาเพื่อพูด ส่วนบางคนพื้นฐานค่อนข้างครบแล้ว และกำลังต้องการความพร้อมสำหรับเนื้อหาที่ซับซ้อนขึ้น

เพราะฉะนั้น ก่อนเลือกคอร์สให้ลูก ลองยังไม่ต้องเริ่มจากชื่อหลักสูตร เริ่มจากคำถามง่าย ๆ ก่อนว่า ตอนนี้ลูกทำอะไรได้แล้ว และมีเรื่องไหนที่ยังทำให้เขาติดอยู่ พอเห็นสองอย่างนี้ชัด การเลือกแนวเรียนภาษาอังกฤษประถมจะง่ายขึ้นมาก

Choose the topic you want to read about. Display

เริ่มจากการดูจุดแข็งและจุดที่ต้องต่อยอด

เวลาพ่อแม่ประเมินภาษาอังกฤษของลูก บางครั้งเราอาจใช้คะแนนสอบเป็นตัวตั้ง เพราะเห็นง่ายที่สุด แต่คะแนนอย่างเดียวอาจยังบอกไม่หมด

เด็กที่ได้คะแนนใกล้กันอาจมีปัญหาคนละแบบ คนหนึ่งอ่านโจทย์ช้า อีกคนอ่านได้แต่ไม่รู้คำศัพท์ หรือบางคนเข้าใจทุกอย่าง แต่เวลาให้ตอบเองกลับไม่มั่นใจ Cambridge English Movers ซึ่งเป็นระดับสอบสำหรับเด็กประถมในกรอบ Young Learners ของ Cambridge ก็ประเมินทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนแยกกัน สะท้อนว่าทักษะแต่ละด้านของเด็กสามารถพัฒนาไม่เท่ากันได้จริง

ลองแยกดูทีละทักษะก่อน จะช่วยให้มองเห็นว่าคอร์สภาษาอังกฤษเด็กประถมควรพาลูกไปต่อด้านไหน

ฟังและเข้าใจคำสั่งง่าย ๆ ได้แค่ไหน

เริ่มจาก Listening ก่อน เวลาครูพูดภาษาอังกฤษ ลูกสามารถจับใจความได้ประมาณไหน

เช่น ถ้าครูบอก “Open your book to page ten and circle the correct answer.” ลูกทำตามได้เลย หรือยังต้องรอดูเพื่อนก่อน

ถ้าดูการ์ตูนภาษาอังกฤษง่าย ๆ สามารถเข้าใจคร่าว ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นไหม หรือจับได้เฉพาะคำที่คุ้นเคยเป็นบางคำ

การฟังเป็นพื้นฐานที่บางครั้งถูกมองข้าม เพราะเด็กอาจทำแบบฝึกหัดได้ดี แต่เวลาเจอภาษาอังกฤษที่พูดด้วยความเร็วปกติกลับตามไม่ทัน

ถ้าลูกมีปัญหาตรงนี้ การพัฒนาภาษาอังกฤษเด็กอาจต้องเพิ่มกิจกรรมที่ให้ฟังภาษาในบริบทจริงมากขึ้น ไม่ใช่เพิ่มแบบฝึก Grammar อย่างเดียว

กล้าสื่อสารด้วยประโยคสั้นหรือยัง

ลองดูต่อว่า เวลาต้องตอบคำถาม ลูกทำอย่างไร

สมมติถามว่า “What did you do after school?” เด็กอาจตอบว่า “Football.”

คำตอบนี้ไม่ได้ผิดในแง่การสื่อสาร เพราะคนฟังพอเข้าใจ แต่เราเห็นแล้วว่า ขั้นต่อไปอาจเป็นการช่วยให้เด็กขยายจากคำเดียวเป็น “I played football.” แล้วค่อยต่อเป็น “I played football with my friends.” นี่คือการพัฒนาที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นได้

เด็กบางคนมี Vocabulary เยอะมาก แต่ยังไม่คุ้นกับการเอาคำเหล่านั้นมาต่อเป็นประโยค ขณะที่บางคนสร้างประโยคได้ แต่กลัวว่าถ้าพูด Grammar ผิดจะถูกแก้ จึงเลือกไม่พูดเสียเลย

ถ้ากำลังเลือกคอร์สให้ลูก ลองถามว่าในชั้นเรียนเด็กมีโอกาสพูดมากน้อยแค่ไหน และการพูดเริ่มจากระดับที่เขาทำได้หรือเปล่า

อ่านเขียนระดับใดและมีอุปสรรคตรงไหน

คำว่า “อ่านไม่เก่ง” ก็กว้างเหมือนกัน

“บางคนยังติดตอนถอดเสียงคำใหม่”
“บางคนอ่านออกเสียงได้ แต่ไม่เข้าใจเนื้อหา”
“บางคนเข้าใจเรื่อง แต่พอให้ตอบคำถามเป็นภาษาอังกฤษกลับเขียนไม่ออก”

เด็กประถมต้นอาจยังต้องใช้เวลาเชื่อมเสียงกับตัวอักษรและสร้าง Vocabulary ให้มากขึ้น ส่วนภาษาอังกฤษเด็กประถมปลายมักเริ่มต้องรับมือกับข้อความที่ยาวขึ้น การจับ Main Idea การหาข้อมูลเฉพาะ และการเขียนคำตอบที่เป็นเหตุเป็นผลมากกว่าเดิม

ลองหยิบงานหรือแบบฝึกของลูกมาดูแล้วถามว่าเขาติดตรง “อ่านคำ”
“เข้าใจความหมาย” หรือ “เรียบเรียงคำตอบ”

สามอย่างนี้ต้องการวิธีฝึกต่างกัน และจะช่วยให้เราเลือกคอร์สภาษาอังกฤษเด็กประถมได้ตรงจุดกว่าเดิม

เป้าหมายการเรียนที่พบได้ในเด็กประถม

เมื่อเห็นพื้นฐานแล้ว ขั้นต่อไปคือกำหนดว่า ช่วงนี้อยากพาลูกไปทางไหน ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้ายาวไปถึงหลายปี เอาแค่ “เป้าหมายถัดไป” ที่เห็นภาพก็พอ

สร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง

เด็กประถมต้นจำนวนมากยังอยู่ในช่วงสร้างฐาน ทั้งเสียง คำศัพท์ ประโยคพื้นฐาน การอ่าน และการเขียน ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องรีบข้ามพื้นฐานเพราะเห็นเด็กคนอื่นไปไกลกว่า

หากลูกยังอ่านคำใหม่เองยาก การกลับมาเก็บเรื่องเสียงให้แน่นขึ้นอาจช่วยให้การอ่านในอนาคตง่ายกว่าเดิม

ถ้ารู้คำศัพท์น้อย ก็ต้องเพิ่มคลังคำผ่านเรื่องใกล้ตัว เช่น บ้าน โรงเรียน อาหาร กีฬา งานอดิเรก หรือกิจวัตรประจำวัน เป้าหมายคือทำให้สิ่งต่าง ๆ ค่อย ๆ เชื่อมกัน ไม่ใช่รู้คำศัพท์แยกเป็นคำ ๆ แต่เริ่มนำมาใช้ในประโยคได้

ใช้ภาษาในห้องเรียนและชีวิตประจำวัน

เด็กบางคนมีพื้นฐานแล้ว แต่ภาษาอังกฤษยังอยู่ในสมุดมากกว่าชีวิตจริง

“ทำแบบฝึก Fill in the blank ได้”
“เลือกคำตอบ Grammar ได้”
“อ่านออก”

แต่เวลาจะพูดว่า “ขอยืมดินสอหน่อย” หรือเล่าว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกลับนึกไม่ออก

ถ้าเป็นแบบนี้ เป้าหมายอาจเปลี่ยนจาก “เรียนเพิ่ม” เป็น “ใช้สิ่งที่รู้ให้มากขึ้น”

การเรียนภาษาอังกฤษประถมในช่วงนี้อาจเพิ่มกิจกรรมถามตอบ Role Play การเล่าเรื่อง การทำงานคู่ หรือการใช้ภาษาในสถานการณ์ใกล้ตัว

ยิ่งเด็กรู้สึกว่าเรียนคำนี้แล้วเอาไปพูดได้จริง ภาษาอังกฤษก็จะเริ่มมีความหมายมากกว่าคะแนนสอบ

เตรียมพร้อมสำหรับเนื้อหาที่ยากขึ้น

พอเข้าสู่ภาษาอังกฤษเด็กประถมปลาย เนื้อหามักเริ่มยาวและซับซ้อนขึ้น

เด็กอาจต้องอ่านบทความหลายย่อหน้า ตอบคำถามเชิงเหตุผล เขียนเรื่องราว แสดงความคิดเห็น หรือใช้ Grammar หลายรูปแบบอยู่ในงานเดียวกัน

จุดนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าต้อง “เรียนล่วงหน้าให้หนักขึ้น” เสมอไป สิ่งที่สำคัญคือ ดูว่าฐานเดิมพร้อมสำหรับก้าวต่อไปหรือยัง เช่น ถ้าอ่านเรื่องสั้นแล้วจับใจความได้ การเพิ่มบทอ่านที่ยาวขึ้นก็สมเหตุสมผล แต่ถ้ายังเสียเวลาอ่านคำทีละคำอยู่ การเพิ่มบทความยาวอาจทำให้เหนื่อยโดยไม่ช่วยเท่าที่ควร

การพัฒนาภาษาอังกฤษเด็กจึงควรเดินจากฐานที่มี ไม่ใช่ดูเพียงว่าอยู่ ป.ไหนแล้วต้องเรียนอะไรตามคนอื่น

เลือกแนวเรียนให้สอดคล้องกับเป้าหมาย

พอรู้ทั้งจุดแข็ง จุดที่ติด และเป้าหมายแล้ว ชื่ออย่าง 4 Skills, Conversation หรือ Phonics จะเริ่มมีความหมายขึ้น

เมื่อควรเน้น 4 Skills

ถ้าอยากให้ลูกพัฒนาภาษาแบบรอบด้าน การเรียนที่เชื่อม Listening, Speaking, Reading และ Writing สามารถช่วยให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ระหว่างทักษะได้ ตัวอย่างเช่น เริ่มจากฟังเรื่องหนึ่ง จากนั้นตอบคำถาม อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง แล้วลองเขียนความคิดเห็นสั้น ๆ เด็กจึงไม่ได้เรียนแต่ละด้านแยกออกจากกัน

แนว 4 Skills อาจเหมาะเมื่อพื้นฐานของลูกยังต้องเติบโตหลายด้านพร้อมกัน หรืออยากสร้างฐานสำหรับการใช้งานในโรงเรียนให้สมดุลขึ้น แต่ควรถามต่อว่า ในหนึ่งคาบแต่ละทักษะถูกใช้จริงอย่างไร เพราะคำว่า “ครบ 4 Skills” อย่างเดียวอาจยังไม่บอกสัดส่วนของกิจกรรมทั้งหมด

เมื่อควรเพิ่มโอกาส Conversation

ถ้าลูกทำแบบฝึกได้ อ่านได้พอสมควร แต่เวลาถูกถามกลับเงียบ หรือให้ตอบเป็นประโยคแล้วใช้เวลานาน อาจต้องเพิ่มพื้นที่สำหรับการพูด ไม่ได้หมายความว่าต้องหยุด Reading หรือ Writing แล้วเรียน Conversation อย่างเดียว

แต่ควรเพิ่มโอกาสให้เด็กนำสิ่งที่รู้มาใช้แบบทันที เช่น

“ถามตอบ”
“เล่าเรื่อง”
“อธิบายภาพ”
“เล่น Role Play”
“แสดงความคิดเห็น”
หรือ”ทำงานร่วมกับเพื่อน”

Conversation ช่วยให้เด็กฝึกทั้งการฟังและการคิดคำตอบในเวลาจริง ซึ่งต่างจากการทำแบบฝึกที่สามารถหยุดคิดได้นานกว่า

เมื่อควรกลับไปเสริมพื้นฐานการอ่านเสียง

มีเด็กประถมบางคนที่จำคำศัพท์ได้เยอะมาก แต่พอเจอคำใหม่แล้วอ่านไม่ได้ หากเห็นลักษณะนี้ ไม่ต้องรู้สึกว่า “โตแล้วทำไมยังต้องกลับมาเรียนเสียง” การกลับมาเสริมพื้นฐานในจุดที่ยังไม่แน่นไม่ใช่การถอยหลัง แต่เป็นการซ่อมสะพานก่อนเดินต่อ

เรื่องเสียงและ Phonics สามารถช่วยให้เด็กมีหลักในการลองอ่านคำ แทนที่จะพึ่งการจำทุกคำจากหน้าตา

แต่ Phonics ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เด็กที่อ่านคล่องอยู่แล้วอาจไม่ต้องเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น

หากยังไม่แน่ใจว่าแต่ละแนวต่างกันตรงไหน สามารถอ่าน How are Phonics, 4 Skills, and Conversation different for children? เพื่อช่วยเลือกแนวที่ตรงกับพื้นฐานมากขึ้น

ผู้ปกครองช่วยติดตามอย่างไรโดยไม่กดดัน

พอส่งลูกเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคุณครูอีกคนตอนกลับถึงบ้าน การติดตามที่บ้านสามารถเป็นเรื่องสบาย ๆ ได้

ชวนเล่าสิ่งที่เรียนและทำกิจกรรมสั้น ๆ ที่บ้าน

แทนที่จะถามว่า “วันนี้จำศัพท์ได้กี่คำ?”

ลองถามว่า

“วันนี้ในคลาสมีอะไรสนุก?”
“ได้เล่นเกมอะไร?”
“มีคำไหนแปลก ๆ ที่เพิ่งรู้ไหม?”

คำถามแบบนี้ชวนให้เด็กเล่าประสบการณ์ มากกว่ารู้สึกว่ากำลังถูกตรวจ

ถ้าเรียนเรื่องอาหาร อาจลองพูดภาษาอังกฤษตอนเลือกร้านอาหาร ถ้าเรียนเรื่อง Daily Routine อาจถามว่า “What do you do before bed?” ไม่ต้องทำทุกวัน และไม่ต้องยาว

กิจกรรมสั้น ๆ ช่วยให้สิ่งที่อยู่ในคอร์สภาษาอังกฤษเด็กประถมกลับมาโผล่ในชีวิตจริงอีกครั้ง

ถ้าอยากหาไอเดียเพิ่มเติม สามารถอ่าน How to help your child practice English at home ได้

สัญญาณว่าควรประเมินระดับหรือปรับแนวเรียน

คอร์สที่เหมาะตอนเริ่ม ไม่ได้แปลว่าจะเหมาะไปตลอด เด็กพัฒนา เป้าหมายเปลี่ยน และบางครั้งสิ่งที่เคยยากก็กลายเป็นง่าย การประเมินเป็นระยะจึงช่วยให้เลือกคอร์สให้ลูกได้ตรงขึ้น

เนื้อหาง่ายหรือยากเกินไป

ถ้าลูกทำทุกกิจกรรมได้เร็วมากโดยแทบไม่ต้องคิด เริ่มบอกว่าเบื่อ หรือเจอเนื้อหาเดิมซ้ำเป็นเวลานาน อาจถึงเวลาคุยกับครูว่าควรเพิ่มความท้าทายหรือไม่

ในอีกด้าน หากลูกกลับบ้านมาพร้อมความรู้สึกว่า “ไม่รู้อะไรเลย” เกือบทุกครั้ง อ่านบทเรียนไม่เข้าใจ และต้องให้พ่อแม่ช่วยแทบทั้งหมด ก็อาจหมายถึงระดับยากเกินไป

คอร์สที่ดีไม่จำเป็นต้องง่าย แต่ควรมีความยากในระดับที่เด็กยังรู้สึกว่า “ลองแล้วพอทำได้”

เด็กไม่ค่อยมีส่วนร่วมต่อเนื่อง

บางครั้งระดับไม่ได้ผิด แต่รูปแบบอาจไม่เข้ากับเด็ก เช่น เด็กชอบพูดแต่คลาสมีโอกาสพูดน้อย หรือเด็กต้องใช้เวลาคิดนานแต่จังหวะห้องเร็วมาก

ถ้าเห็นว่าลูกไม่ค่อยมีส่วนร่วมต่อเนื่อง ลองคุยกับครูว่าเกิดอะไรขึ้นในคลาสก่อน อย่าเพิ่งใช้ประโยคว่า “ลูกขี้เกียจเรียน” เพราะอาจมีเหตุผลอื่นซ่อนอยู่ ทั้งความยาก ความมั่นใจ ความสนใจ หรือรูปแบบกิจกรรม

สามารถอ่านต่อได้ที่ Signs that your child may need to change their English class

Frequently asked questions

เด็กประถมควรเรียน Grammar อย่างเดียวหรือไม่

ไม่จำเป็น Grammar มีประโยชน์ เพราะช่วยให้เด็กเข้าใจโครงสร้างภาษาและสร้างประโยคได้แม่นขึ้น แต่ภาษาอังกฤษยังต้องใช้การฟัง พูด อ่าน และเขียนร่วมกัน

เด็กอาจทำแบบฝึก Present Simple ถูกทุกข้อ แต่หากไม่เคยลองใช้ประโยคนั้นเพื่อเล่า Daily Routine ของตัวเอง ก็อาจยังนำ Grammar ออกมาใช้จริงไม่คล่อง

ดังนั้น การเรียน Grammar ควรเชื่อมกับภาษาในบริบท เช่น เรียน Past Tense แล้วนำไปเล่าว่าสุดสัปดาห์ทำอะไรมา ไม่ใช่จำกฎอย่างเดียว

ถ้าเก่งอ่านแต่ไม่กล้าพูดควรเริ่มจากอะไร

ก่อนอื่นถือว่า Reading เป็นจุดแข็งที่ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลดความสำคัญลง สิ่งที่ควรเพิ่มคือพื้นที่สำหรับ Speaking

ลองเริ่มจากการพูดเรื่องที่เด็กอ่านอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องคิดเนื้อหาใหม่ทั้งหมด เช่น อ่านเรื่องจบแล้วถามว่า

“Who is your favorite character?”
“What happened first?”
“Would you do the same thing?”

ถ้าลูกยังตอบสั้น ก็ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ขยายคำตอบทีละนิด

คอร์สที่มี Conversation หรือกิจกรรมโต้ตอบมากขึ้นอาจช่วยให้เด็กนำ Vocabulary และโครงสร้างที่มีอยู่แล้วออกมาใช้

ควรเลือกตามเพื่อนหรือไม่

เพื่อนสามารถช่วยสร้างแรงจูงใจได้ และการได้เรียนกับเพื่อนที่คุ้นเคยก็ทำให้เด็กบางคนสนุกกับคลาสมากขึ้น

แต่ระดับเรียนไม่ควรเลือกจากเพื่อนเป็นหลัก

เด็กสองคนอยู่ห้องเดียวกันที่โรงเรียน แต่อาจมีพื้นฐานภาษาอังกฤษต่างกันมาก หากให้คนที่ยังไม่พร้อมไปอยู่ระดับสูงเพียงเพราะอยากเรียนกับเพื่อน เด็กอาจกลายเป็นคนที่ตามอยู่ตลอดจนหมดความมั่นใจ

ในทางกลับกัน เด็กที่พร้อมกว่าก็อาจรู้สึกเบื่อหากต้องเรียนเนื้อหาที่ง่ายเกินไป

ถ้าอยากเห็นภาพรวมเรื่องวัย พื้นฐาน เป้าหมาย และรูปแบบคอร์ส สามารถอ่านต่อที่ How to choose an English course for children based on their age

สุดท้าย การเลือก คอร์สภาษาอังกฤษเด็กประถม ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคำถามว่า “ป.นี้ควรเรียนอะไร” ลองเริ่มจากลูกของเราก่อน

“ตอนนี้ฟังได้แค่ไหน”
“พูดได้ประมาณไหน”
“อ่านแล้วเข้าใจหรือยัง”
“เขียนตรงไหนยังติด”
และสิ่งต่อไปที่อยากให้ “ทำได้คืออะไร”

ถ้าพื้นฐานยังไม่แน่น ก็เก็บฐานเพิ่ม
ถ้ารู้เยอะแต่ไม่ค่อยใช้ ก็เพิ่มพื้นที่ให้พูด
ถ้าทักษะเริ่มพร้อมแล้ว ก็ค่อยเพิ่มความซับซ้อนของเนื้อหา

การพัฒนาภาษาอังกฤษเด็กไม่จำเป็นต้องเดินเร็วเท่ากันทุกด้าน และไม่จำเป็นต้องเหมือนเด็กคนอื่น

หากกำลังมองหาแนวทางเรียน สามารถดูรายละเอียด ecc's English course for children และพูดคุยกับทีม ecc เพื่อช่วยดูช่วงวัย พื้นฐาน ทักษะที่อยากพัฒนา และระดับที่เหมาะกับลูกก่อนตัดสินใจ

เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกคอร์สที่ดูยากที่สุด แต่คือการเลือก ก้าวต่อไปที่พอดีกับลูก ทำให้เขาพัฒนาได้ และยังรู้สึกสนุกที่จะใช้ภาษาอังกฤษต่อไป

Contact the language course

Fill in your information so that the staff can contact you.

Related content

Contact Form Line Call