Better English, Better Future @ecc

How should preschoolers start learning English?

เด็กอนุบาลเรียนภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมเคลื่อนไหว

“ลูกเพิ่ง 3-4 ขวบเอง เริ่มเรียนภาษาอังกฤษเร็วไปไหม?”

เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลายบ้านคิดเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาเห็นเด็กวัยเดียวกันเริ่มร้องเพลงภาษาอังกฤษ พูดเป็นประโยค หรือเริ่มเรียน Phonics กันแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่า ลูกเราควรเริ่มบ้างหรือยัง ถ้ายังไม่เริ่มจะตามคนอื่นไม่ทันหรือเปล่า

จริง ๆ แล้ว การ เรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาล ไม่จำเป็นต้องรีบไปถึงการอ่านคล่อง เขียนเก่ง หรือพูดเป็นประโยคยาว ๆ ตั้งแต่ช่วงแรก

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เด็กได้เจอภาษาอังกฤษในรูปแบบที่เหมาะกับวัยหรือไม่

สำหรับเด็กเล็ก ภาษาอาจมาในรูปของเพลง นิทาน เกม การเคลื่อนไหว ภาพสีสัน หรือคำง่าย ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น Hello, Thank you, Sit down, Let’s go หรือคำศัพท์เกี่ยวกับสี สัตว์ อาหาร และของเล่น

ถ้าเด็กฟังแล้วสนใจ ร่วมกิจกรรมได้ และเริ่มรู้สึกว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องสนุก นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากแล้ว

ดังนั้น แทนที่จะถามว่า “วัยนี้ต้องเรียนถึงไหน” ลองเปลี่ยนเป็น “วัยนี้ควรได้ประสบการณ์ภาษาอังกฤษแบบไหน” จะช่วยให้การเลือกคอร์สภาษาอังกฤษอนุบาลง่ายและสบายใจกว่ามาก

Choose the topic you want to read about. Display

เป้าหมายที่เหมาะกับการเริ่มภาษาอังกฤษในวัยอนุบาล

เด็กอนุบาลยังอยู่ในช่วงที่เรียนรู้โลกผ่านการเล่น การฟัง การเลียนแบบ และการลงมือทำ เป้าหมายของการเรียนภาษาจึงควรเดินไปในทิศทางเดียวกัน

ไม่จำเป็นต้องวัดความสำเร็จจากจำนวนคำศัพท์ที่จำได้ หรือถามทุกสัปดาห์ว่า “เรียนไปแล้วพูดได้กี่ประโยค”

ลองดูพัฒนาการเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางแทน

คุ้นเคยกับเสียง คำ และความหมายในชีวิตประจำวัน

ช่วงแรก เด็กอาจยังไม่พูดภาษาอังกฤษออกมามาก แต่กำลังค่อย ๆ เก็บเสียงอยู่ในหัว

เช่น ได้ยินครูพูดว่า “Stand up” แล้วลุกขึ้น หรือได้ยิน “Show me the red one” แล้วเลือกของสีแดงได้

เด็กอาจยังอธิบายไม่ได้ว่าคำเหล่านี้แปลว่าอะไร แต่เริ่มเชื่อมเสียงกับความหมายได้แล้ว

การเรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาลจึงไม่จำเป็นต้องแปลทุกคำเป็นภาษาไทย เด็กสามารถเรียนรู้จากภาพ การกระทำ น้ำเสียง และสถานการณ์ได้

ลองนึกถึงตอนเด็กเรียนภาษาแม่ เราไม่ได้ยื่นบัตรคำให้เขาตั้งแต่เกิด แต่พูดคำเดิมในสถานการณ์เดิมซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเด็กเข้าใจ ภาษาอังกฤษก็สามารถเริ่มในลักษณะใกล้เคียงกันได้

สนุกกับการฟัง พูด และร่วมกิจกรรม

สำหรับเด็กเล็ก คำว่า “สนุก” ไม่ได้แปลว่าเรียนแล้วไม่ได้สาระ

ตรงกันข้าม ความสนุกช่วยให้เด็กอยากกลับมาเจอภาษาเดิมซ้ำ ๆ โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้ท่อง

เพลงหนึ่งเพลงอาจทำให้เด็กได้ทั้งคำศัพท์ จังหวะการออกเสียง และประโยคสั้น ๆ เกมหนึ่งเกมอาจทำให้ต้องฟังคำสั่ง แล้วตอบสนองด้วยการพูดหรือการเคลื่อนไหว

กิจกรรมภาษาอังกฤษเด็กที่เหมาะกับวัยจึงควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำมากกว่านั่งฟังอย่างเดียว

เด็กอาจร้องตาม พูดตาม ชี้ภาพ หยิบของ วิ่งไปหาสีที่ครูบอก หรือเล่นบทบาทสมมติสั้นๆ

ถ้ากลับบ้านมาแล้วลูกหยิบคำจากคลาสมาใช้เอง หรือขอเปิดเพลงเดิมอีกครั้ง นั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเขากำลังสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกกับภาษา

สร้างความมั่นใจในการลองใช้ภาษา

เด็กวัยอนุบาลยังไม่จำเป็นต้องพูดถูกทุกคำ

ถ้าลูกพูดออกมาได้เพียงคำเดียว เช่น “Dog!” แทนที่จะตอบเป็นประโยคเต็ม ก็ถือว่าเขากำลังพยายามใช้ภาษาแล้ว

ผู้ใหญ่สามารถช่วยต่อประโยคให้โดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกผิด เช่น

“Yes! It’s a big dog.”

เด็กจะได้ยินรูปประโยคเพิ่มขึ้น และยังรู้สึกว่าคำตอบของตัวเองได้รับการรับฟัง

เป้าหมายช่วงแรกจึงควรเป็นการทำให้เด็กกล้าลอง ไม่ใช่ทำให้เด็กกลัวว่าต้องคิดให้ถูกก่อนจึงพูดได้

ถ้าเด็กเรียนรู้ตั้งแต่ต้นว่า พูดผิดแล้วลองใหม่ได้ ภาษาอังกฤษก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่ที่เขากล้าใช้งานมากขึ้นเมื่อโตขึ้น

ลักษณะกิจกรรมที่เหมาะกับเด็กเล็ก

เวลาพ่อแม่ดูรายละเอียดคอร์สภาษาอังกฤษอนุบาล อย่าเพิ่งดูแค่ว่าเรียนเรื่องอะไร ลองดูด้วยว่า “เด็กจะได้เรียนเรื่องนั้นอย่างไร”

เรื่องเดียวกันสามารถสอนได้หลายแบบ

คำศัพท์เกี่ยวกับสัตว์อาจสอนด้วยการให้เด็กนั่งจำรายการคำ หรืออาจเปลี่ยนเป็นเกมทายเสียงสัตว์ นิทาน หรือกิจกรรมเคลื่อนไหวก็ได้

สำหรับเด็กเล็ก วิธีนำเสนอมีผลกับประสบการณ์เรียนมาก

เพลง นิทาน ภาพ และการเคลื่อนไหว

เด็กวัยอนุบาลมักตอบสนองกับสิ่งที่เห็น ได้ยิน และทำได้จริง

เพลงช่วยให้ได้ยินคำเดิมซ้ำในจังหวะที่จำง่าย นิทานช่วยให้เด็กเดาความหมายจากภาพและเรื่องราว ส่วนการเคลื่อนไหวช่วยให้คำศัพท์ไม่ลอยอยู่แค่ในหนังสือ

เช่น เรียนคำว่า jump แล้วได้กระโดดจริง
เรียนคำว่า happy แล้วทำหน้ามีความสุข
เรียนคำว่า elephant แล้วทำท่าเป็นช้าง

กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ภาษาเชื่อมกับประสบการณ์ตรง

ดังนั้น เวลาเลือกภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก 3-6 ปี ควรดูว่าคลาสเปิดพื้นที่ให้เด็กได้พูด เล่น ฟัง และเคลื่อนไหวมากน้อยแค่ไหน ไม่จำเป็นต้องมี Worksheet เยอะถึงจะถือว่าได้เรียน

การทำซ้ำอย่างมีความหมาย

คุณพ่อคุณแม่อาจเคยสงสัยว่า “ทำไมครูเปิดเพลงเดิมอีกแล้ว?” หรือ “ทำไมเรียนคำเดิมหลายรอบ?”

สำหรับเด็กเล็ก การทำซ้ำเป็นเรื่องปกติมาก และช่วยให้สิ่งที่ได้ยินเริ่มคุ้นเคย

แต่การทำซ้ำไม่จำเป็นต้องหมายถึงนั่งพูด cat, cat, cat สิบครั้ง

คำว่า cat อาจกลับมาในเพลงหนึ่งครั้ง อยู่ในนิทานอีกครั้ง และโผล่ในเกม “Find the cat” อีกครั้ง

เด็กได้เจอคำเดิม แต่ในสถานการณ์ที่ต่างกัน จึงเข้าใจมากกว่าการจำเสียงเพียงอย่างเดียว

เวลาพิจารณาเรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาล ลองดูว่าหลักสูตรมีการนำสิ่งที่เรียนแล้วกลับมาใช้ใหม่หรือไม่ เพราะเด็กไม่ได้ต้องการเพียง “เรียนคำใหม่เยอะ ๆ” แต่ต้องมีโอกาสใช้สิ่งเดิมจนเริ่มเป็นของตัวเอง

เวลาสั้นและจังหวะที่เด็กตามทัน

เด็กเล็กไม่ได้ถูกออกแบบให้นั่งนิ่งและตั้งใจฟังรูปแบบเดียวเป็นเวลานาน

ถ้าคลาสหนึ่งต้องเรียนหลายเรื่อง กิจกรรมควรแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ และสลับจังหวะ เช่น ฟังเพลง ต่อด้วยเกม นั่งดูภาพ แล้วลุกขึ้นเคลื่อนไหว

เมื่อกิจกรรมเปลี่ยนก่อนที่เด็กจะหมดความสนใจ เด็กมีโอกาสกลับมาโฟกัสกับภาษาได้ง่ายกว่า

ตรงนี้จึงสำคัญกว่าการถามเพียงว่า “หนึ่งคาบกี่นาที”

ลองถามด้วยว่า ในคาบนั้นเด็กต้องทำอะไรบ้าง และครูปรับกิจกรรมอย่างไรเมื่อเด็กเริ่มเสียสมาธิ Cambridge English Starters ซึ่งเป็นก้าวแรกของกรอบ Young Learners จาก Cambridge ก็ออกแบบมาให้เนื้อหาสั้น เป็นกิจกรรมสนุก ๆ สอดคล้องกับช่วงสมาธิของเด็กเล็กในลักษณะใกล้เคียงกัน

Phonics มีบทบาทอย่างไรในวัยนี้

อีกคำที่ผู้ปกครองเด็กอนุบาลมักได้ยินคือ “Phonics”

บางบ้านกังวลว่าถ้าไม่เริ่มเร็ว ลูกจะอ่านช้า ส่วนบางบ้านกลัวว่าเริ่มเร็วไปแล้วจะยากเกินวัย

จริง ๆ แล้ว Phonics มีประโยชน์ แต่ไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นคำตอบเดียวของการเรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาล

อธิบายจุดเริ่มต้นเรื่องเสียงอย่างไม่ทำให้ Phonics เป็นคำตอบเดียว

Phonics ช่วยให้เด็กเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและตัวอักษร เช่น ตัวอักษรหรือกลุ่มตัวอักษรหนึ่ง ๆ เชื่อมกับเสียงอย่างไร และเสียงเหล่านั้นนำมาผสมเป็นคำได้อย่างไร

สำหรับ Phonics เด็กเล็ก จุดเริ่มต้นอาจไม่ต้องเป็นการอ่านคำจำนวนมาก

เด็กสามารถเริ่มจากการฟังและแยกเสียง เล่นเกมเสียง ร้องเพลงเกี่ยวกับตัวอักษร หรือสังเกตว่าเสียงแรกของคำต่าง ๆ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

เมื่อเด็กพร้อมขึ้นจึงค่อยเชื่อมเสียงกับตัวอักษรและการผสมคำ สิ่งสำคัญคืออย่าให้ Phonics เบียดพื้นที่ของการฟัง พูด คำศัพท์ และความสนุกออกไปทั้งหมด เพราะภาษาอังกฤษมีมากกว่าการถอดเสียง

เด็กยังต้องรู้ด้วยว่าคำที่อ่านนั้นหมายถึงอะไร และสามารถนำไปใช้สื่อสารอย่างไร

หากอยากเห็นภาพชัดขึ้นว่า Phonics ต่างจาก 4 Skills และ Conversation อย่างไร สามารถอ่านต่อที่ How are Phonics, 4 Skills, and Conversation different for children?

สัญญาณที่ผู้ปกครองควรสังเกตระหว่างเรียน

เมื่อเริ่มเรียนแล้ว ไม่จำเป็นต้องถามทุกสัปดาห์ว่า “เก่งขึ้นหรือยัง?” ลองสังเกตจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ก่อน เพราะสำหรับเด็กวัยอนุบาล พัฒนาการด้านภาษาไม่ได้แสดงออกเป็นคะแนนเสมอไป

ความสนใจ การตอบโต้ และความสบายใจ

หลังเริ่มเรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาล ลองดูว่าเด็กรู้สึกอย่างไรกับคลาส

“ก่อนเข้าเรียนต่อต้านมากไหม”
“พอเห็นครูเริ่มผ่อนคลายขึ้นหรือเปล่า”
“ร้องเพลงหรือทำท่าตามได้ไหม”
“เริ่มตอบคำง่าย ๆ หรือพูดตามบ้างหรือยัง”
“กลับบ้านมาพูดถึงกิจกรรมในคลาสหรือไม่”

ไม่จำเป็นต้องเกิดทุกข้อ

เด็กบางคนเป็นสายพูด เห็นอะไรก็เล่า เด็กบางคนเก็บข้อมูลเงียบ ๆ แล้ววันหนึ่งจู่ ๆ ก็พูดคำที่เราไม่รู้ว่าไปเรียนมาตอนไหน

ถ้าลูกยังมีความสนใจและค่อย ๆ มีส่วนร่วมมากขึ้น นั่นเป็นสัญญาณที่น่าดูต่อ

แต่หากต่อเนื่องไปแล้วเด็กยังเครียดมาก ไม่เข้าใจกิจกรรมส่วนใหญ่ หรือไม่สามารถเข้าร่วมได้เลย ควรคุยกับครูเพื่อดูว่าเนื้อหาหรือรูปแบบยากเกินไปหรือไม่

ความต่อเนื่องที่บ้านโดยไม่เพิ่มภาระ

เมื่อสมัครคอร์สแล้ว บางบ้านอาจรู้สึกว่าต้องกลับมาทบทวนทุกวัน ไม่อย่างนั้นจะไม่คุ้ม

จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำให้บ้านกลายเป็นห้องเรียนรอบสอง ถ้าวันนี้เรียนคำศัพท์เรื่องผลไม้ กลับบ้านอาจพูดว่า “Apple or banana?” ตอนเลือกของว่างก็พอ

ถ้าลูกมีเพลงที่เรียนมา เปิดฟังซ้ำในรถ หรือร้องเล่นตอนอาบน้ำได้ สิ่งเล็ก ๆ แบบนี้ช่วยให้เด็กเจอภาษาอีกครั้งโดยไม่รู้สึกว่ามีการบ้าน

เด็กเล็กเรียนภาษาอังกฤษได้ดีเมื่อภาษาเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันแบบธรรมชาติ มากกว่ามีเฉพาะเวลาที่นั่งเรียนเท่านั้น หากอยากได้แนวทางฝึกที่บ้านแบบเป็นระบบมากขึ้น สามารถอ่านต่อที่ ผู้ปกครองช่วยลูกฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านอย่างไร

คำถามที่ควรถามก่อนเลือกคอร์ส

เมื่อดูคอร์สภาษาอังกฤษอนุบาล อย่าเกรงใจที่จะถามรายละเอียด เพราะชื่อหลักสูตรอย่างเดียวอาจยังบอกไม่ได้ว่าเด็กจะได้เจออะไรจริง ๆ

วิธีประเมินความพร้อมและปรับกิจกรรม

ลองถามว่า ก่อนเริ่มเรียนมีการดูพื้นฐานหรือความพร้อมของเด็กอย่างไร

ใช้เพียงอายุแบ่งห้อง หรือดูว่าลูกฟัง พูด รู้จักตัวอักษร และมีประสบการณ์ภาษาอังกฤษมาก่อนแค่ไหนด้วย

อีกคำถามที่สำคัญคือ ถ้าเด็กในห้องมีจังหวะต่างกัน ครูปรับกิจกรรมอย่างไร

บางคนอาจพร้อมพูดประโยคแล้ว ขณะที่บางคนยังตอบเป็นคำเดียว ถ้าครูสามารถช่วยให้ทั้งสองคนมีส่วนร่วมในระดับของตัวเองได้ เด็กจะไม่รู้สึกว่าง่ายหรือยากเกินไป

การสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครอง

สำหรับเด็กเล็ก ผู้ปกครองอาจไม่ได้เห็นทุกอย่างที่เกิดในห้องเรียน การสื่อสารกับครูจึงมีประโยชน์มาก

ลองถามว่า ผู้ปกครองจะรู้ได้อย่างไรว่าช่วงนี้เรียนเรื่องอะไร และลูกมีส่วนร่วมประมาณไหน

หากลูกไม่พูดในคลาส ครูมองว่าสาเหตุคืออะไร
ถ้าลูกสนใจเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ สามารถนำข้อมูลนี้ไปช่วยต่อยอดได้ไหม
มีอะไรที่ทำต่อที่บ้านแบบง่าย ๆ ได้บ้าง

เป้าหมายไม่ใช่การขอรายงานละเอียดทุกวัน แต่ควรมีข้อมูลพอให้บ้านกับห้องเรียนช่วยกันไปในทิศทางเดียวกัน

รายละเอียดที่ต้องตรวจสอบกับ ECC โดยตรง

รายละเอียดอย่างตารางเรียน รูปแบบคลาส ค่าเรียน สาขาที่เปิดสอน เงื่อนไขการสมัคร หรือหลักสูตรที่เปิดในแต่ละช่วงเวลา สามารถเปลี่ยนแปลงได้

ก่อนตัดสินใจจึงควรสอบถาม ecc โดยตรงอีกครั้ง เพื่อยืนยันข้อมูลล่าสุดและดูว่ามีตัวเลือกใดเหมาะกับอายุ พื้นฐาน และตารางชีวิตของลูก

Frequently asked questions

เด็กอนุบาลต้องท่องคำศัพท์หรือไม่

ไม่จำเป็นต้องให้การท่องเป็นวิธีหลัก เด็กสามารถจำคำศัพท์จากเพลง นิทาน เกม ภาพ และการได้ใช้คำเดิมในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ เช่น แทนที่จะท่องชื่อสีทีละคำ อาจเล่นเกมหา “something blue” ในห้อง หรือให้เลือกสีที่ชอบ

เมื่อคำศัพท์มีความหมายกับสิ่งที่เด็กกำลังทำ เด็กมักจำได้ง่ายและเข้าใจว่าคำนั้นเอาไปใช้ตรงไหน การทบทวนยังมีประโยชน์ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องทำในรูปแบบทดสอบตลอดเวลา

ถ้าเด็กไม่ยอมพูด ควรหยุดเรียนหรือไม่

ยังไม่จำเป็นต้องรีบหยุด ลองดูก่อนว่า เด็กไม่พูดเพราะอะไร

บางคนยังไม่คุ้นกับครู บางคนกำลังฟังและเก็บข้อมูล บางคนเข้าใจแต่ไม่ชอบพูดต่อหน้ากลุ่ม หรือบางคนอาจรู้สึกว่าเนื้อหายากเกินไป

หากลูกยังร่วมกิจกรรม ชี้ภาพ ทำท่าตาม หรือฟังคำสั่งได้ แสดงว่าเขาอาจกำลังเรียนรู้อยู่แม้ยังพูดไม่มาก ลองคุยกับครูและให้เวลาปรับตัวก่อน

แต่ถ้าเด็กเครียดกับคลาสต่อเนื่อง ไม่เข้าใจสิ่งที่ทำ หรือเริ่มต่อต้านทุกครั้ง ก็ควรกลับมาดูว่าระดับและรูปแบบการเรียนเหมาะกับเขาหรือไม่

เริ่มเรียนที่บ้านก่อนดีไหม

เริ่มได้ และไม่จำเป็นต้องรอสมัครคอร์สก่อน

ที่บ้านสามารถเริ่มจากเพลง นิทาน คำศัพท์ง่าย ๆ หรือประโยคที่ใช้ในกิจวัตร เช่น

“Let’s go.”
“Wash your hands.”
“Good night.”
“Where is your bag?”

ไม่ต้องกำหนดเวลาเรียนเป็นทางการก็ได้

หากเด็กเริ่มสนใจภาษา สนุกกับกิจกรรม และครอบครัวอยากเพิ่มโอกาสให้เรียนอย่างเป็นระบบมากขึ้น จึงค่อยพิจารณาคอร์สก็ได้

หากยังอยากดูภาพรวมว่าเด็กแต่ละวัยควรเริ่มจากอะไร สามารถอ่านต่อที่ How to choose an English course for children based on their age

สุดท้ายแล้ว การเรียนภาษาอังกฤษเด็กอนุบาลไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันว่าใครอ่านได้ก่อน หรือใครพูดได้เยอะกว่า

ลองมองเป้าหมายที่ใกล้ตัวกว่านั้น

ลูกฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่กลัว
สนุกกับเพลงและกิจกรรม
เริ่มเข้าใจคำง่าย ๆ
กล้าลองพูดแม้ยังไม่ครบประโยค
และยังอยากกลับมาเรียนอีก

ถ้าได้สิ่งเหล่านี้ ก็ถือว่าเรากำลังสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว

หากกำลังมองหาจุดเริ่มต้น สามารถดูรายละเอียด ecc's English course for children และพูดคุยกับทีม ecc เพื่อช่วยดูช่วงวัย พื้นฐาน และรูปแบบกิจกรรมที่เหมาะกับลูกก่อนตัดสินใจ

เพราะในวัยนี้ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การเรียนให้เร็วที่สุด แต่คือการทำให้เด็กเริ่มรู้สึกว่า ภาษาอังกฤษเป็นอีกหนึ่งเรื่องสนุกที่เขาอยากเข้าไปลองเล่นและเรียนรู้ด้วยตัวเอง

Contact the language course

Fill in your information so that the staff can contact you.

Related content

Contact Form Line Call