更好的英语,更美好的未来 @ecc

孩子不敢说英语,应该如何开始练习?

ครูให้กำลังใจเด็กที่กำลังฝึกพูดภาษาอังกฤษ

เคยไหม เวลาอยู่บ้านลูกดูเหมือนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ไม่น้อย เปิดเพลงก็ร้องตามได้ ถามคำศัพท์ก็พอตอบได้ บางประโยคได้ยินแล้วก็เข้าใจ แต่พอคุณครูถามจริง ๆ หรือมีคนต่างชาติชวนคุย กลับเงียบ ยิ้มอย่างเดียว หรือหันมามองพ่อแม่เหมือนส่งสัญญาณว่า “ช่วยหนูตอบหน่อย”

ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ ยังไม่ต้องรีบกังวลว่า เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ เพราะไม่ตั้งใจเรียน หรือเรียนมาแล้วไม่ได้ผล ความเงียบของเด็กเกิดได้จากหลายเหตุผลมาก บางคนฟังคำถามไม่ทัน บางคนนึกคำตอบออกแต่ต้องใช้เวลารวบรวมประโยค บางคนกลัวพูดผิดแล้วคนอื่นหัวเราะ หรือบางคนพูดเก่งมากตอนอยู่บ้าน แต่พออยู่ท่ามกลางคนที่ยังไม่คุ้นก็ขอเป็นผู้ฟังก่อน

ลองนึกถึงผู้ใหญ่เวลาเรียนภาษาที่สองก็ได้ บางครั้งรู้คำตอบอยู่ในหัว แต่พอถูกเรียกให้พูดต่อหน้าคนสิบคน ความรู้ทั้งหมดเหมือนหายไปชั่วคราว เด็กก็มีความรู้สึกแบบนั้นได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น เป้าหมายของการฝึกพูดภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “ทำอย่างไรให้ลูกพูดเยอะที่สุด” แต่ควรเริ่มจาก ทำอย่างไรให้ลูกรู้สึกปลอดภัยพอที่จะลองพูด

จากคำเดียวไปเป็นวลี จากวลีไปเป็นประโยค และจากการตอบคนที่คุ้นเคยไปสู่การพูดกับคนอื่นได้มากขึ้น ทุกอย่างค่อย ๆ เกิดขึ้นได้ในจังหวะของเด็กเอง แนวทางของ Cambridge English สำหรับผู้ปกครองและเด็ก ก็ชี้ในทิศทางเดียวกัน คือความมั่นใจในการพูดควรค่อย ๆ สร้างผ่านโอกาสได้ใช้ภาษาซ้ำ ๆ ในบรรยากาศที่ไม่กดดัน มากกว่าการเร่งให้พูดถูกตั้งแต่ครั้งแรก

选择您想要阅读的章节。 展示

ก่อนเริ่มฝึก ลองสังเกตว่าเด็กติดตรงไหน

ถ้าเห็นลูกเงียบเวลาใช้ภาษาอังกฤษ สิ่งแรกที่ช่วยได้มากคือยังไม่ต้องรีบสรุปว่า “ลูกไม่กล้าพูด”

ลองเปลี่ยนเป็นนักสังเกตการณ์สักพัก แล้วดูว่า เด็กพูดภาษาอังกฤษไม่ออกในสถานการณ์แบบไหน

“อยู่บ้านพูดไหม”
“พูดตามเพลงได้หรือเปล่า”
“ตอบพ่อแม่ได้แต่ไม่ตอบครูหรือไม่”
“ถ้าเป็นคำถามง่าย ๆ ตอบได้ แต่พอคำถามยาวแล้วเงียบไหม”
“หรือจริง ๆ แล้วกิจกรรมตรงนั้นไม่ได้อยู่ในเรื่องที่เขาสนใจเลย”

พอแยกได้ว่าติดตรงไหน วิธีช่วยก็จะต่างกันมาก

ฟังไม่ทัน นึกคำไม่ออก หรือกลัวผิด

เด็กที่ไม่ตอบคำถามภาษาอังกฤษอาจดูเหมือนกันจากภายนอก คือ “เงียบ” แต่ข้างในอาจกำลังเจอคนละเรื่อง

ลองสมมติว่าครูถามว่า “What did you do last weekend?” เด็กคนแรกอาจไม่เข้าใจคำว่า weekend จึงไม่รู้ว่าครูกำลังถามอะไร

เด็กคนที่สองเข้าใจคำถาม รู้ว่าไปสวนสัตว์มา แต่กำลังคิดว่า “ไปสวนสัตว์” ต้องพูดว่าอย่างไร และควรใช้ go หรือ went

ส่วนเด็กคนที่สามรู้ทั้งคำถามและคำตอบ แต่คิดว่า “ถ้าพูด Tense ผิด เพื่อนจะหัวเราะไหม”

ทั้งสามคนจึงเงียบเหมือนกัน แต่ต้องการความช่วยเหลือไม่เหมือนกันเลย

ถ้าลูกฟังไม่ทัน อาจต้องลดความยากของประโยคและเพิ่มคำศัพท์ที่จำเป็น ถ้านึกคำไม่ออก อาจให้ตัวเลือกหรือคำเริ่มต้นช่วย ส่วนถ้ากลัวผิด สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การสอน Grammar เพิ่ม แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ว่า “พูดผิดแล้วไม่เป็นไร ลองใหม่ได้”

ดังนั้น เวลา เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ลองดูเหตุการณ์ก่อนและหลังความเงียบด้วย จะช่วยให้เข้าใจมากกว่าดูเพียงว่าเด็กตอบหรือไม่ตอบ

กล้าพูดที่บ้านแต่เงียบในชั้นเรียน

นี่เป็นอีกสถานการณ์ที่พบได้บ่อยมาก ที่บ้านลูกอาจพูด “I want water” หรือร้องเพลงภาษาอังกฤษเสียงดัง แต่พอเข้าเรียน คุณครูถามชื่อ กลับมองพื้นแล้วไม่พูดสักคำ

ถ้าเป็นแบบนี้ อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่าเด็ก “มีภาษาอยู่” เพียงแต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ในบางสถานการณ์ เหตุผลอาจเป็นความไม่คุ้นเคยกับครู เพื่อนใหม่ บรรยากาศห้องเรียน หรือความรู้สึกว่ากำลังถูกจับตามอง

เด็กขี้อายเรียนภาษาอังกฤษได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้กลายเป็นเด็กที่กล้าพูดต่อหน้าทุกคนก่อนแล้วค่อยเริ่ม สิ่งที่ช่วยได้คือให้เวลาเขารู้จักสภาพแวดล้อมก่อน ช่วงแรก เด็กอาจมีส่วนร่วมด้วยการชี้ภาพ พยักหน้า เลือกคำตอบ ทำท่าตาม หรือพูดพร้อมกลุ่ม เมื่อคุ้นขึ้นจึงค่อยขยับไปสู่การตอบคนเดียว

การเปลี่ยนจาก “ไม่พูดเลย” มาเป็น “ยอมพูดพร้อมเพื่อน” ก็ถือเป็นก้าวหนึ่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องข้ามไปพูดหน้าห้องทันที

ไม่สนใจเนื้อหาหรือกิจกรรมที่ใช้

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ภาษา แต่อยู่ที่เรื่องที่เราชวนคุย

ลองถามเด็กที่รักไดโนเสาร์ว่า “What dinosaur do you like?”

อาจตอบมาเป็นชุด แต่พอถามเรื่องที่ไม่รู้หรือไม่สนใจ เช่น งานอดิเรกที่ไม่เคยทำ ก็อาจเงียบไปเลย

กิจกรรมภาษาอังกฤษสำหรับเด็กจึงควรเชื่อมกับสิ่งที่เด็กมีอะไรจะพูดจริง ๆ เช่น ของเล่น สัตว์ เกม อาหาร เพื่อน โรงเรียน การ์ตูน หรือกิจกรรมที่เพิ่งทำมา

สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะการฝึกช่วงแรก ความสนุกช่วยสร้างเหตุผลให้เด็กอยากใช้ภาษา หากทุกครั้งที่พูดภาษาอังกฤษต้องตอบคำถามจากแบบฝึกหัด เด็กก็อาจเริ่มมองว่าการพูดคือการถูกทดสอบ

ผู้ปกครองสามารถลองจดสั้น ๆ สักหนึ่งหรือสองสัปดาห์ว่า ลูกพูดได้ดีเวลาไหน เงียบเวลาไหน อยู่กับใคร และทำกิจกรรมอะไร โดยไม่ต้องติดป้ายว่า “ขี้อาย” “ไม่ตั้งใจ” หรือ “ไม่เก่งภาษา” เราไม่ได้เก็บคะแนน แต่กำลังหาวิธีที่ลูกเรียนรู้ได้สบายที่สุด

สร้างพื้นที่ที่เด็กกล้าลองใช้ภาษา

ถ้าอยากสร้างความมั่นใจภาษาอังกฤษให้ลูก สิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากคือทำให้เด็กเชื่อว่า ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือที่เอาไว้คุย ไม่ใช่ข้อสอบที่ต้องพูดถูกทุกคำ

เด็กต้องมีพื้นที่สำหรับลองสร้างประโยค หยุดคิด เปลี่ยนคำ และบางครั้งพูดผิดโดยที่บทสนทนายังเดินต่อได้

ลดการแก้ทุกคำทันที

สมมติลูกพูดว่า “Yesterday I go to zoo.” ถ้าทันทีที่พูดจบ เราบอกว่า “ผิด ต้องใช้ went แล้วต้องมี the ด้วย” เด็กอาจได้ Grammar หนึ่งเรื่อง แต่บทสนทนาหยุดตรงนั้นพอดี

อีกวิธีคือรับสารของลูกก่อน เช่น “Oh! You went to the zoo yesterday? What did you see?” เด็กได้ยินประโยคที่ถูกกลับไป แต่ยังรู้สึกว่าคนฟังกำลังสนใจเรื่องที่เขาเล่าอยู่

ไม่ได้หมายความว่าห้ามแก้ภาษาเลย การแก้ยังมีประโยชน์ โดยเฉพาะข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำ แต่ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกอย่างในทุกประโยค

时间 เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ เป้าหมายช่วงแรกอาจเป็นการสร้างความต่อเนื่องของการพูดก่อน แล้วค่อยเลือกหนึ่งหรือสองจุดมาช่วยปรับหลังจากนั้น

ใช้คำถามที่มีคำตอบได้หลายแบบ

คำถามแบบ “What is this?” หรือ “What color is it?” มีประโยชน์กับเด็กที่กำลังเรียนคำศัพท์ แต่ถ้าทุกบทสนทนามีคำตอบถูกเพียงคำเดียว เด็กอาจเริ่มรู้สึกว่าทุกครั้งที่ถูกถามคือกำลังทำข้อสอบ

ลองเพิ่มคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียว เช่น

“Which one do you like?”
“What do you think will happen next?”
“你最喜欢的角色是谁?”
“If you had a dinosaur, what would you name it?”

คำตอบอาจสั้นหรือยาวก็ได้ และไม่มีใครบอกว่าเลือกไดโนเสาร์ตัวนี้แล้ว “ผิด” ถ้าคำถามยังยากไป ก็ช่วยด้วยตัวเลือก เช่น

“Do you think he is happy or scared?” จากนั้นค่อยต่อว่า “Why?”

วิธีนี้ช่วยให้การฝึกพูดภาษาอังกฤษสำหรับเด็กเริ่มจากสิ่งที่ตอบได้ แล้วค่อยขยายออกไปทีละนิด

ให้เวลาเด็กคิดและตอบในคู่หรือกลุ่มเล็ก

ผู้ใหญ่มักทนความเงียบได้ไม่นาน ถามไปสองวินาที เด็กยังไม่ตอบ เราก็ช่วยตอบแทนเสียแล้ว

แต่สำหรับเด็กที่กำลังฟังภาษาที่สอง เขาอาจต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งเข้าใจคำถาม หาคำศัพท์ เรียงประโยค และตัดสินใจว่าจะพูดออกมาหรือไม่ ลองให้เวลามากขึ้นอีกนิด

ในห้องเรียน เด็กที่ยังไม่มั่นใจอาจเริ่มจากการพูดกับเพื่อนหนึ่งคนก่อน แล้วค่อยแชร์ให้กลุ่มฟัง หรือฝึกคำตอบกับครูก่อนพูดหน้าห้อง

จากคู่ → กลุ่มเล็ก → ทั้งห้อง เป็นเส้นทางที่นุ่มนวลกว่าการเรียกเด็กที่ยังไม่พร้อมให้ลุกขึ้นตอบทันที

กิจกรรมฝึกสั้น ๆ ที่บ้าน

บ้านสามารถเป็นพื้นที่ฝึกที่ดีมาก เพราะเป็นที่ที่เด็กรู้สึกปลอดภัยอยู่แล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องประกาศว่า “ถึงเวลาเรียนภาษาอังกฤษ!”

แทรกภาษาเข้าไปในสิ่งที่ทำอยู่ก็ได้ วันละ 5-10 นาทีอย่างสม่ำเสมออาจทำได้ง่ายกว่าการจัดคลาสยาว ๆ เพิ่มอีกหนึ่งรอบ

เล่นบทบาทจากสถานการณ์ใกล้ตัว

เด็กจำนวนมากกล้าพูดมากขึ้นเมื่อไม่ได้รู้สึกว่ากำลัง “ตอบคำถาม” ลองเล่นร้านอาหาร โดยให้ลูกเป็นพนักงาน พ่อแม่เป็นลูกค้า

“Can I have some pizza?”
“Here you are.”
“How much is it?”

หรือเล่นสนามบิน ร้านขายของ โรงพยาบาลสัตว์ โรงเรียน หรือร้านไอศกรีมตามสิ่งที่ลูกสนใจ

ไม่ต้องใช้ประโยคยากและไม่ต้องเล่นนาน หากติดคำไหนก็ช่วยกันคิดแล้วเล่นต่อ

กิจกรรมแบบ Role Play ทำให้เด็กมีเหตุผลที่จะพูด เพราะภาษากลายเป็นส่วนหนึ่งของเกม ไม่ใช่สิ่งที่ต้องท่องให้ถูกก่อนถึงจะใช้ได้

เล่าเรื่องจากภาพและหนังสือสั้น

หยิบภาพหนึ่งภาพขึ้นมา แล้วไม่ต้องเริ่มด้วยคำถามยาก ๆ

ลองถามว่า “What can you see?” ถ้าลูกตอบ “Dog” ก็ต่อได้ว่า “Yes! A big dog. What is the dog doing?”

หรือเปิดนิทานแล้วหยุดก่อนพลิกหน้า ถามว่า “What happens next?” เด็กเล็กอาจตอบเป็นคำเดียวได้ เด็กโตขึ้นอาจลองสร้างประโยค ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคำถูก Grammar

อีกเกมหนึ่งคือผลัดกันเล่า พ่อแม่พูดหนึ่งประโยค ลูกต่ออีกหนึ่งประโยค จะตลกแค่ไหนก็ได้ ยิ่งเรื่องหลุดโลก บางทีเด็กยิ่งอยากพูด

บันทึกเสียงเพื่อฟังพัฒนาการของตัวเอง

เด็กบางคนไม่ชอบพูดต่อหน้าคนอื่น แต่สนุกกับการอัดเสียง

ลองให้เลือกหัวข้อสั้น ๆ เช่น “My favorite animal” แล้วพูด 20-30 วินาที ไม่ต้องส่งให้ใคร

เก็บไว้แล้วลองทำหัวข้อคล้ายกันอีกครั้งหลังผ่านไปสักระยะ เด็กอาจได้ยินเองว่า เมื่อก่อนหยุดคิดบ่อย แต่ตอนนี้พูดต่อเนื่องขึ้น หรือเริ่มใช้ประโยคยาวขึ้น

ไม่ควรใช้คลิปเพื่อจับผิดว่าออกเสียงผิดกี่คำ แต่ใช้เป็นเหมือนสมุดบันทึกเสียงว่า “เราทำได้เพิ่มขึ้นแล้วนะ”

หากต้องการกิจกรรมเพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ 帮助孩子在家中学习英语的方法

เลือกรูปแบบเรียนให้เหมาะกับความมั่นใจของเด็ก

เมื่อ เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ พ่อแม่บางคนอาจคิดทันทีว่า “งั้นต้องเรียนตัวต่อตัว” ขณะที่บางคนคิดว่า “ต้องเข้ากลุ่ม จะได้หัดเข้าสังคม”

จริง ๆ แล้วทั้งสองแบบมีบทบาทคนละอย่าง และควรดูพฤติกรรมของลูกประกอบ

กลุ่มเล็กและตัวต่อตัวมีบทบาทต่างกันอย่างไร

กลุ่มเล็กเปิดโอกาสให้เด็กฟังเพื่อน พูดกับคนหลายคน เล่นเกม และเห็นว่าคนอื่นก็พูดผิดหรือหยุดคิดเหมือนกัน บางคนจึงรู้สึกสบายขึ้นเมื่อไม่ได้เป็นคนเดียวที่ถูกถาม

ขณะเดียวกัน เด็กบางคนอาจยังไม่กล้าออกเสียงในกลุ่ม การเรียนตัวต่อตัวทำให้ครูปรับความเร็ว ให้เวลาคิด และเลือกหัวข้อจากความสนใจของเด็กได้ละเอียดขึ้น

ไม่มีคำตอบว่าตัวต่อตัวดีกว่ากลุ่ม หรือกลุ่มดีกว่าส่วนตัวเสมอไป

ลองถามว่า ตอนอยู่กับคนหนึ่งหรือสองคนลูกพูดมากขึ้นไหม เขาได้พลังจากการอยู่กับเพื่อนหรือรู้สึกกังวลกว่าเดิม และต้องการแก้เรื่องเฉพาะ เช่น คำศัพท์หรือการออกเสียงมากน้อยแค่ไหน

ดูข้อเปรียบเทียบเพิ่มเติมได้ที่ 为儿童提供团体或一对一的英语学习课程

เมื่อใดควรคุยกับครูหรือสถาบัน

หากลูกเรียนมาสักระยะแล้วแต่ยังเงียบในคลาส อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าคอร์สไม่เหมาะ ลองคุยกับครูก่อน เพราะพ่อแม่เห็นลูกในบ้าน ส่วนครูเห็นอีกด้านหนึ่งในห้องเรียน

สองภาพนี้นำมาประกอบกันแล้วอาจทำให้เห็นสาเหตุชัดขึ้นมาก

ขอข้อมูลที่ช่วยวางแผนต่อได้

แทนที่จะถามเพียงว่า “วันนี้ลูกเรียนเป็นอย่างไรบ้าง?” ลองถามให้เฉพาะขึ้น เช่น

“ลูกเข้าใจคำสั่งในชั้นไหม”
“เวลาเป็นกิจกรรมคู่ ลูกพูดมากกว่าตอนตอบหน้าห้องหรือเปล่า”
“มีหัวข้อไหนที่ลูกสนใจเป็นพิเศษ”
“เวลาไม่ตอบ เกิดจากไม่เข้าใจคำถามหรือต้องใช้เวลาคิด”
“ตอนนี้ครูอยากให้ฝึกอะไรต่อที่บ้าน”
“ระดับของกิจกรรมยากหรือง่ายเกินไปไหม”

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้พ่อแม่กับครูวางแผนไปในทิศทางเดียวกัน

หากเด็กพูดที่บ้านมาก แต่ในคลาสยังไม่พูดเลย ก็ควรบอกครูด้วย เพราะนี่เป็นข้อมูลสำคัญว่าพื้นฐานภาษาอาจไม่ได้เป็นอุปสรรคหลัก

ในทางกลับกัน ถ้าทั้งที่บ้านและในคลาสเด็กนึกคำไม่ออกบ่อย ก็อาจต้องเสริม Vocabulary หรือฝึกประโยคพื้นฐานให้พร้อมขึ้นก่อนเพิ่มความยากของ Conversation

常见问题

ควรบังคับให้ลูกพูดภาษาอังกฤษทุกวันหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องบังคับให้พูดทุกวันแบบกำหนดจำนวนคำหรือจำนวนประโยค เพราะอาจทำให้เด็กเริ่มเชื่อมภาษาอังกฤษกับความกดดัน

สิ่งที่ทำได้คือเพิ่ม “โอกาส” ให้ใช้ภาษาบ่อยขึ้น เช่น ชวนเลือกผลไม้เป็นภาษาอังกฤษ ร้องเพลง เล่นเกม หรือถามคำถามง่าย ๆ แล้วปล่อยให้เด็กเลือกตอบ

บางวันลูกพูดเยอะ บางวันอยากฟังมากกว่า ก็ไม่เป็นไร

เป้าหมายของการสร้างความมั่นใจภาษาอังกฤษคือทำให้เด็กอยากกลับมาใช้ภาษาอีก ไม่ใช่ทำยอดให้ครบว่าวันนี้พูดไปกี่ประโยค

เด็กออกเสียงผิดควรแก้ทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกครั้ง หากคำที่พูดผิดทำให้สื่อสารไม่เข้าใจ หรือเป็นเสียงที่ผิดซ้ำบ่อย สามารถช่วยแก้ได้ แต่เลือกจังหวะให้เหมาะ

บางครั้งแค่พูดรูปที่ถูกกลับไปอย่างเป็นธรรมชาติก็เพียงพอ เช่น ลูกพูดคำหนึ่งคลาดเคลื่อน พ่อแม่ตอบกลับโดยใช้คำนั้นในรูปที่ถูก แล้วคุยต่อ

หากเป็นช่วงฝึกออกเสียงโดยเฉพาะ ก็ค่อยหยุดดูตำแหน่งปากหรือฝึกซ้ำได้

การฝึกพูดภาษาอังกฤษสำหรับเด็กต้องสร้างทั้งความแม่นและความกล้า ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ควรรู้ว่าช่วงไหนกำลังฝึกเรื่องอะไร

ถ้าเด็กยังไม่พูด ควรเปลี่ยนคอร์สทันทีหรือไม่

ยังไม่จำเป็น

ก่อนเปลี่ยน ลองดูว่าลูกเข้าใจบทเรียนไหม มีส่วนร่วมรูปแบบอื่นหรือเปล่า เช่น ฟัง ทำกิจกรรม ชี้ ตอบเป็นคำสั้น ๆ หรือพูดตอนทำงานคู่ และลองคุยกับครูว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างไรตั้งแต่เริ่มเรียน

หากกิจกรรมยากเกินไป เด็กไม่เข้าใจเนื้อหา หรือรูปแบบห้องเรียนทำให้ไม่มีโอกาสได้พูดจริง การปรับระดับหรือรูปแบบอาจช่วยได้

แต่ถ้าเด็กเพียงต้องใช้เวลาสร้างความคุ้นเคย การย้ายคลาสเร็วเกินไปก็อาจทำให้ต้องเริ่มปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่อีกครั้ง

เวลาที่ เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ จึงควรดูทั้งพื้นฐาน ความรู้สึก พฤติกรรมในห้อง และความคิดเห็นของครูร่วมกัน ไม่ใช้ความเงียบเพียงอย่างเดียวเป็นตัวตัดสิน

หากอยากมองภาพรวมว่าอายุ พื้นฐาน และเป้าหมายของลูกควรเชื่อมกับคอร์สแบบใด สามารถอ่านต่อที่ 如何根据孩子的年龄选择适合他们的英语课程

สุดท้าย อยากชวนคุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนคำถามจาก

“ทำอย่างไรให้ลูกพูดเดี๋ยวนี้?” เป็น “ทำอย่างไรให้ครั้งต่อไป ลูกกล้าลองพูดเพิ่มขึ้นอีกนิด?”

อีกนิดนั้นอาจเป็นการตอบจากคำเดียวเป็นสองคำ จากการพูดพร้อมเพื่อน เป็นการตอบเองหนึ่งประโยค หรือจากที่เคยให้พ่อแม่ตอบแทน วันนี้ลองตอบด้วยตัวเอง

ก้าวเล็ก ๆ เหล่านี้ก็คือพัฒนาการ

หากกำลังมองหารูปแบบเรียนที่เปิดโอกาสให้ลูกค่อย ๆ ใช้ภาษาอังกฤษตามพื้นฐาน สามารถดู ecc的英语课程 และพูดคุยกับทีม ecc เกี่ยวกับอายุ พื้นฐาน บุคลิก และสิ่งที่อยากให้ลูกพัฒนา เพื่อช่วยกันมองหาจุดเริ่มต้นที่เหมาะ

เพราะเป้าหมายไม่ใช่การทำให้เด็กพูดเยอะที่สุดในห้อง แต่คือช่วยให้เขาค่อย ๆ รู้สึกว่า “ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เราลองใช้ได้ ถึงยังไม่สมบูรณ์แบบก็ไม่เป็นไร”

联系语言课程

填写您的信息以便工作人员联系您。

相关内容

发送联系表格 通过微信联系 打电话询问

暹罗购物中心4楼A区 Bright Space,蓬勿万区蓬勿万市10330