更好的英语,更美好的未来 @ecc

Phonics 4 Skills 和 Conversation 之间的区别有哪些?对于孩子来说有什么不同?

เด็กฝึกออกเสียงและสนทนาภาษาอังกฤษในห้องเรียน

พอเริ่มมองหาคอร์สภาษาอังกฤษให้ลูก คุณพ่อคุณแม่อาจเจอชื่อคอร์สเต็มไปหมด ทั้ง Phonics, 4 Skills, Conversation แล้วก็เริ่มสงสัยว่า

“ลูกควรเริ่มจากอันไหนก่อน?”
“ถ้าเลือก Phonics แล้วจะได้พูดไหม?”
“4 Skills คือเรียนทุกอย่างเลยหรือเปล่า?”
“ลูกพูดไม่เก่ง ต้องลง Conversation อย่างเดียวไหม?”

ถ้ากำลังสงสัยว่า Phonics 4 Skills Conversation ต่างกันอย่างไร สิ่งแรกที่อยากชวนให้คิดคือ อย่าเพิ่งเลือกจากชื่อคอร์สเพียงอย่างเดียว เพราะทั้งสามแบบมีเป้าหมายต่างกัน และบางครั้งก็สามารถอยู่ในเส้นทางการเรียนเดียวกันได้

เด็กคนหนึ่งอาจเริ่มจาก Phonics เพื่อสร้างพื้นฐานการอ่าน แล้วค่อยเพิ่มการสนทนาเมื่ออ่านคล่องขึ้น ขณะที่เด็กอีกคนอาจมีพื้นฐานภาษาอังกฤษเด็กจากโรงเรียนมาพอสมควร อ่านคำง่าย ๆ ได้แล้ว แต่ไม่ค่อยกล้าพูด แบบนี้โจทย์ของเขาก็อาจอยู่ที่ Conversation มากกว่า

ดังนั้น คำถามที่ช่วยเลือกคอร์สภาษาอังกฤษให้ลูกได้ดีกว่า “อันไหนดีที่สุด” คือ

ตอนนี้ลูกทำอะไรได้แล้ว และสิ่งต่อไปที่อยากให้เขาทำได้คืออะไร

พอรู้คำตอบตรงนี้ ความต่างระหว่าง Phonics, 4 Skills และ Conversation จะเริ่มเข้าใจง่ายขึ้นเยอะ

选择您想要阅读的章节。 展示

Phonics เน้นอะไร และเหมาะกับจุดเริ่มต้นแบบใด

Phonics เป็นคำที่พ่อแม่ได้ยินกันบ่อย โดยเฉพาะช่วงที่ลูกเริ่มเรียนอ่านภาษาอังกฤษ หลักคิดของ Phonics แบบง่าย ๆ คือ ช่วยให้เด็กเข้าใจว่า ตัวอักษรและกลุ่มตัวอักษรเชื่อมกับเสียงอย่างไร

แทนที่จะจำว่า cat อ่านว่า “แคท” เพราะเคยเห็นคำนี้มาแล้ว เด็กจะค่อย ๆ เข้าใจเสียงของ c, a และ t แล้วนำเสียงเหล่านั้นมาผสมกัน

พอเข้าใจหลักแบบนี้ เวลาเจอคำใหม่ที่มีรูปแบบเสียงใกล้เคียงกัน เด็กก็จะมีวิธีลองอ่านด้วยตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องรอจำคำศัพท์ทุกคำเป็นภาพ

ความสัมพันธ์ระหว่างเสียง ตัวอักษร และการอ่านคำ

ลองนึกภาพว่าลูกเห็นคำว่า sun เป็นครั้งแรก

ถ้าเคยจำแต่คำศัพท์เป็นคำ ๆ เด็กอาจไม่รู้ว่าจะเริ่มอ่านจากตรงไหน แต่ถ้ามีพื้นฐานเรื่องเสียง เขาจะลองดูว่า s ให้เสียงอะไร u ให้เสียงอะไร และ n ให้เสียงอะไร ก่อนค่อย ๆ ผสมเป็นคำ

นี่คือหนึ่งในเป้าหมายหลักของ Phonics สำหรับเด็ก

นอกจาก Blending หรือการผสมเสียงแล้ว เด็กยังอาจได้ฝึก Segmenting คือการแยกเสียงในคำเพื่อช่วยเรื่องการสะกด เช่น ฟังคำว่า dog แล้วค่อย ๆ แยกว่าได้ยินเสียงอะไรบ้าง

เพราะเหตุนี้ Phonics จึงช่วยวางฐานให้การอ่านและการสะกดคำ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียน Phonics แล้วจะครอบคลุมภาษาอังกฤษทุกด้านโดยอัตโนมัติ

เด็กยังต้องฝึกฟังบทสนทนา เรียนรู้คำศัพท์ สร้างประโยค พูดโต้ตอบ อ่านเพื่อเข้าใจความหมาย และเขียนเพื่อสื่อสารด้วย

จึงไม่จำเป็นต้องมอง Phonics เป็น “คอร์สที่เรียนแล้วจบภาษาอังกฤษ” แต่ให้มองว่าเป็น เครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งสำหรับช่วยเด็กเข้าใจระบบเสียงและการอ่าน

คำถามที่ควรถามก่อนเลือก Phonics

ถ้าสนใจ Phonics สำหรับเด็ก ลองอย่าเพิ่งถามเพียงว่า “เรียนกี่เดือนอ่านได้”

คำถามที่มีประโยชน์กว่าอาจเป็น

“เด็กระดับนี้เริ่มเรียนจากเสียงอะไร?”
“มีกิจกรรมอย่างไรให้เด็กเข้าใจเสียงกับตัวอักษร?”
“เด็กได้ฝึกผสมเสียงเองหรือเน้นจำคำ?”
เมื่อเริ่มอ่านคำได้แล้ว จะต่อยอดไปสู่ประโยคและเรื่องสั้นอย่างไร?

โดยเฉพาะเด็กเล็ก วิธีนำเสนอมีความสำคัญมาก หากต้องนั่งทำ Worksheet นาน ๆ อาจไม่เหมาะกับช่วงสมาธิ แต่ถ้ามีเพลง เกม บัตรภาพ การเคลื่อนไหว และกิจกรรมสั้น ๆ สลับกัน เด็กอาจเข้าใจเรื่องเสียงได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังเรียนกฎยากๆ

อีกเรื่องที่ควรดูคือพื้นฐานของลูก เพราะเด็กที่ยังไม่คุ้นเสียงภาษาอังกฤษเลย กับเด็กที่พูดคำศัพท์ได้เยอะและพร้อมเชื่อมเสียงกับตัวอักษร อาจไม่จำเป็นต้องเริ่มตรงจุดเดียวกัน

4 Skills คืออะไรในการเรียนภาษาอังกฤษของเด็ก

ถ้า Phonics เน้นไปที่ความสัมพันธ์ของเสียงและตัวอักษร คำว่า 4 Skills จะมองภาษาอังกฤษกว้างขึ้น โดยหมายถึงทักษะหลัก 4 ด้าน ได้แก่

Listening: การฟัง
Speaking: การพูด
Reading: การอ่าน
Writing: การเขียน

ฟังดูเหมือนแยกเป็นสี่วิชา แต่เวลาใช้ภาษาในชีวิตจริง เราแทบไม่ได้ใช้ทีละทักษะ

เวลาครูถามคำถาม เด็กต้องฟังก่อน แล้วจึงพูดตอบ
เวลาอ่านนิทาน เด็กอาจอ่านเรื่องแล้วเล่าให้คนอื่นฟัง
เวลาเรียนคำศัพท์ใหม่ เด็กอาจได้ยินคำ พูดตาม อ่าน และลองเขียนคำเดียวกัน

เพราะฉะนั้น การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 4 ด้านจึงควรมองว่าแต่ละทักษะช่วยส่งต่อกัน 泰语国际教育协会 ซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพด้านการสอนภาษาอังกฤษระดับสากล ก็ยอมรับแนวทางการสอนที่เชื่อมทั้งสี่ทักษะเข้าด้วยกัน แทนที่จะแยกฝึกทีละด้านโดยไม่เกี่ยวข้องกัน

ฟัง พูด อ่าน เขียนสัมพันธ์กันอย่างไร

สมมติบทเรียนวันนี้เป็นเรื่อง “My Weekend”

เด็กอาจเริ่มจากฟังครูเล่าเรื่องสั้น ๆ ว่าสุดสัปดาห์ไปไหนมา จากนั้นตอบคำถามง่าย ๆ เช่น

“Where did she go?”

ต่อมาอ่านเรื่องสั้นที่มีคำศัพท์ใกล้เคียงกัน แล้วลองพูดถึงวันหยุดของตัวเอง ก่อนจบด้วยการเขียนสองหรือสามประโยค เช่น

“I went to the park. I played with my brother.”

กิจกรรมหนึ่งจึงสามารถเชื่อม Listening, Speaking, Reading และ Writing ได้ทั้งหมด

ข้อดีของแนวทางนี้คือเด็กไม่ได้รู้ภาษาอังกฤษแค่ด้านเดียว แต่ค่อย ๆ เชื่อมสิ่งที่รับเข้ามากับสิ่งที่ตัวเองต้องสื่อสารออกไป

อย่างไรก็ตาม คำว่า 4 Skills ไม่ได้บอกเราทุกอย่างเกี่ยวกับคอร์ส เพราะแต่ละหลักสูตรอาจให้น้ำหนักกับแต่ละทักษะไม่เท่ากัน

ก่อนสมัครจึงควรถามว่า ระดับของลูกจะได้ทำอะไรในหนึ่งคาบ เช่น ฟังแบบไหน พูดประมาณไหน อ่านเนื้อหาระดับใด และเขียนมากน้อยแค่ไหน จะช่วยให้เห็นภาพมากกว่าดูคำว่า “ครบ 4 Skills” เพียงอย่างเดียว

Conversation ช่วยเด็กพัฒนาการใช้ภาษาอย่างไร

มีเด็กไม่น้อยที่รู้คำศัพท์ค่อนข้างเยอะ ทำแบบฝึก Grammar ได้ หรืออ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้พอสมควร แต่พอมีคนถามว่า

“How was your weekend?”

กลับตอบเพียง “Good.”

ไม่ใช่เพราะเด็กไม่รู้อะไรจะพูดเสมอไป แต่อาจเป็นเพราะยังไม่คุ้นกับการเรียบเรียงสิ่งที่รู้แล้วพูดออกมาในเวลาจริง

นี่คือพื้นที่ที่ Conversation เข้ามาช่วยได้

คอร์ส Conversation สำหรับเด็กโดยทั่วไปจะเพิ่มโอกาสให้เด็กฟังคำถาม คิดคำตอบ ถามกลับ เล่าเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือใช้ภาษาในสถานการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น

จากคำศัพท์และประโยคสั้นสู่การตอบโต้

การ Conversation ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการพูดประโยคยาว

เด็กที่เพิ่งเริ่มอาจฝึกจากคำถามง่าย ๆ อย่าง

“What’s your favorite food?”
“Do you have a pet?”
“What did you do today?”

ช่วงแรกอาจตอบเพียง “Pizza” หรือ “Yes, I do.”

จากนั้นครูค่อยช่วยต่อ เช่น

“Why do you like pizza?”
“What color is your dog?”
“Who did you play with?”

เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่า การสนทนาไม่ได้มีแค่ตอบให้ถูก แต่คือการฟังอีกฝ่าย เข้าใจคำถาม และส่งความคิดของตัวเองกลับไป

การจะกล้าพูดภาษาอังกฤษได้จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคำศัพท์อย่างเดียว แต่ต้องมีพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัยพอจะลองพูดผิด ลองแก้ แล้วพูดใหม่

เด็กบางคนรู้คำตอบแต่ต้องใช้เวลาคิด เด็กบางคนกลัวเพื่อนหัวเราะ หรือบางคนยังไม่คุ้นกับครู เพราะฉะนั้น บรรยากาศของห้องเรียนมีผลมาก

การฝึกพูดที่ดีไม่ควรทำให้เด็กรู้สึกว่า ทุกครั้งที่อ้าปากคือกำลังถูกตรวจ Grammar แต่ควรช่วยให้กล้าส่งสารก่อน แล้วครูค่อยช่วยปรับคำหรือประโยคให้ดีขึ้นตามระดับ

หากลูกเป็นเด็กที่เข้าใจภาษาอังกฤษพอสมควรแต่ไม่ค่อยกล้าพูด สามารถอ่านต่อได้ที่ 如何帮助孩子更自信地说英语

ตารางคิดแบบไม่ตายตัวเพื่อเลือกจุดเริ่มต้น

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเริ่มคิดว่า “เข้าใจความต่างแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าลูกอยู่ตรงไหน” ลองใช้ตารางนี้เป็นตัวช่วยตั้งคำถามก่อน

ถ้าลูกมีลักษณะประมาณนี้ ลองสังเกตต่อว่า แนวทางที่อาจนำมาพิจารณา
เพิ่งเริ่มคุ้นภาษาอังกฤษ รู้เสียง ตัวอักษร หรือคำศัพท์พื้นฐานแค่ไหน กิจกรรมพื้นฐานตามวัย และ Phonics เมื่อพร้อม
อ่านคำง่าย ๆ ได้ แต่ใช้ภาษาไม่คล่อง ฟังเข้าใจไหม สร้างประโยคเองได้หรือยัง 4 Skills ควบคู่กับกิจกรรมสื่อสาร
เข้าใจคำถาม แต่ไม่ค่อยพูด ไม่รู้คำตอบ หรือเพียงไม่มั่นใจ เพิ่มโอกาส Conversation ในบรรยากาศที่ไม่กดดัน

ตารางนี้ไม่ได้มีไว้ฟันธงว่าเด็กต้องลงคอร์สใด แต่ช่วยให้พ่อแม่รู้ว่าควรถามอะไรต่อ

เด็กเพิ่งเริ่มคุ้นภาษาอังกฤษ

ถ้าลูกยังอยู่ช่วงเริ่มต้นมาก ไม่ต้องรีบถามว่า “ต้องเรียน Phonics หรือ 4 Skills?”

ลองดูก่อนว่าเขาคุ้นกับเสียงภาษาอังกฤษแค่ไหน รู้จักตัวอักษรหรือยัง ฟังคำสั่งง่าย ๆ เข้าใจหรือเปล่า และกิจกรรมแบบไหนที่เขาสนุก

สำหรับเด็กเล็ก การเริ่มจากเพลง เกม คำศัพท์ใกล้ตัว และเสียงต่าง ๆ อาจเหมาะกว่าการรีบลงเนื้อหาหนัก

เมื่อเด็กพร้อมเชื่อมเสียงกับตัวอักษรแล้ว จึงค่อยเพิ่ม Phonics สำหรับเด็กเข้าไป เพื่อสร้างหลักในการอ่าน

คำสำคัญคือ เมื่อพร้อม ไม่ใช่ “ต้องเรียนตอนอายุเท่านี้”

เด็กอ่านคำง่าย ๆ ได้แต่ยังใช้ภาษาไม่คล่อง

บางคนเปิดหนังสือแล้วอ่านได้ดี แต่ถ้าถามว่า “What do you like to do after school?” กลับไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร

ลองดูก่อนว่าเด็กเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านไหม หรือเพียงถอดเสียงได้ หากเข้าใจแล้ว แต่ยังสร้างประโยคเองไม่คล่อง อาจต้องเพิ่มกิจกรรมที่เชื่อม Reading กับ Speaking และ Writing

ตรงนี้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ 4 ด้านมีประโยชน์ เพราะช่วยพาเด็กจาก “อ่านคำได้” ไปสู่ “เข้าใจและนำภาษาไปใช้”

Conversation ก็สามารถใส่เข้ามาควบคู่กันได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้อ่านและเขียนเก่งทุกอย่างก่อน

เด็กเข้าใจแต่ไม่กล้าพูด

กรณีนี้เจอบ่อยมาก

พ่อแม่พูดภาษาอังกฤษกับลูก แล้วลูกทำตามได้หมด แต่พอครูถาม กลับเงียบ

ก่อนสรุปว่า “ลูกพูดไม่ได้” ลองแยกให้ออกว่า ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร หรือรู้แต่ยังไม่กล้าพูด

ถ้าอยู่บ้านพูดได้ แต่ในคลาสไม่พูด อาจเป็นเรื่องความมั่นใจและการปรับตัวมากกว่าความรู้

คอร์ส Conversation สำหรับเด็กที่มีบรรยากาศเป็นกันเอง กลุ่มไม่ใหญ่เกินไป และมีคำถามในระดับที่เด็กตอบได้ อาจช่วยสร้างพื้นที่ให้ค่อย ๆ เปิดปากมากขึ้น

ไม่ต้องคาดหวังว่าจากเด็กเงียบ วันแรกจะกลายเป็นคนพูดทั้งคาบ บางครั้งการเริ่มจากตอบคำเดียว แล้วค่อยเป็นหนึ่งประโยค ก็ถือเป็นพัฒนาการแล้ว

เลือกต่อยอดอย่างไรเมื่อเด็กเริ่มพัฒนา

การเลือกคอร์สภาษาอังกฤษให้ลูกไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียวแล้วใช้ไปจนโต

เด็กเปลี่ยนตลอดเวลา

ช่วงหนึ่งอาจอ่านไม่คล่อง จึงเน้น Phonics พออ่านคล่องขึ้น ปัญหาเดิมอาจหายไป แต่เริ่มพบว่าเขาไม่ค่อยกล้าพูด เป้าหมายก็เปลี่ยนมาเป็น Conversation ได้

หรือเด็กที่เริ่มจาก Conversation เพราะชอบพูด เมื่อโตขึ้นและต้องใช้ภาษาในโรงเรียนมากขึ้น ก็อาจต้องเพิ่ม Reading และ Writing อย่างจริงจัง

ดูจากพฤติกรรมและเป้าหมาย มากกว่าชื่อคอร์ส

แทนที่จะถามว่า

“เรียน Phonics จบหรือยัง?”
“ควรขึ้น 4 Skills เมื่อไร?”

ลองเปลี่ยนเป็น

“ตอนนี้ลูกอ่านคำใหม่เองได้มากขึ้นหรือยัง?”
“ฟังเรื่องสั้นแล้วเข้าใจไหม?”
“เวลาถูกถามสามารถตอบเป็นประโยคได้หรือเปล่า?”
“เขียนสิ่งที่อยากเล่าออกมาได้ประมาณไหน?”
“ยังมีจุดไหนที่ทำให้ลูกติดหรือไม่มั่นใจ?”

คำตอบจะช่วยบอกได้ว่า ขั้นต่อไปควรเสริมอะไร

บางครั้งไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคอร์สเลย แค่ปรับกิจกรรมหรือเพิ่มการฝึกอีกด้านก็เพียงพอ

อีกเรื่องที่อยากให้ดูคือความรู้สึกของเด็ก ถ้าเนื้อหาง่ายมากจนเริ่มเบื่อ หรือยากจนไม่อยากเข้าเรียนต่อเนื่อง อาจถึงเวลาคุยกับครูว่าระดับยังเหมาะอยู่หรือไม่

อ่านสัญญาณเพิ่มเติมได้ที่ จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกควรเปลี่ยนคลาสภาษาอังกฤษ

常见问题

เด็กต้องเรียน Phonics ก่อน 4 Skills เสมอหรือไม่

ไม่จำเป็น

Phonics และ 4 Skills ทำหน้าที่ต่างกัน Phonics ช่วยเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับตัวอักษร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่านและสะกดคำ ส่วน 4 Skills มองการพัฒนาภาษาครบทั้งฟัง พูด อ่าน และเขียน

เด็กบางคนอาจเรียน Phonics ควบคู่กับการฟังและพูดตั้งแต่แรก ขณะที่บางคนมีพื้นฐานการอ่านอยู่แล้วและไม่จำเป็นต้องกลับไปเริ่ม Phonics ตั้งแต่ระดับต้นทั้งหมด

สิ่งที่ควรดูคือ เด็กอ่านคำใหม่อย่างไร หากยังอาศัยการจำคำเป็นหลัก หรือสับสนเรื่องเสียงบ่อย การเสริม Phonics อาจช่วยได้ แต่หากพื้นฐานตรงนี้ดีแล้ว ก็ควรดูว่าทักษะส่วนใดควรต่อยอดต่อไป

เรียน Conversation ทั้งที่อ่านยังไม่คล่องได้หรือไม่

ได้ เพราะการพูดและการอ่านเป็นคนละทักษะที่เชื่อมกัน แต่ไม่จำเป็นต้องพัฒนาในความเร็วเท่ากัน

ลองนึกถึงเด็กเล็กที่พูดภาษาไทยได้มากมายทั้งที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก การเรียนภาษาที่สองก็สามารถมีช่วงที่การฟังและพูดนำการอ่านได้เช่นกัน

เด็กที่ยังอ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องสามารถฝึก Conversation ผ่านเพลง ภาพ เกม คำถามง่าย ๆ และเรื่องใกล้ตัวได้

อย่างไรก็ตาม หากอยู่ในวัยที่เริ่มพร้อมอ่านแล้ว ก็ควรค่อย ๆ พัฒนาการอ่านควบคู่กัน เพราะเมื่ออ่านได้ เด็กจะเข้าถึงคำศัพท์และข้อมูลได้กว้างขึ้น

จึงไม่จำเป็นต้องรอให้ “อ่านเก่งก่อนถึงจะพูดได้” หรือ “พูดเก่งก่อนถึงจะอ่าน” ทั้งสองด้านค่อย ๆ เดินไปพร้อมกันได้

ถ้าไม่แน่ใจควรถามสถาบันเรื่องใด

หากยังคิดไม่ออกว่า Phonics 4 Skills Conversation ต่างกันอย่างไรเมื่อนำมาใช้กับลูกจริง ๆ ไม่ต้องเลือกจากชื่อคอร์สก่อนก็ได้

ลองเล่าพื้นฐานของลูกให้ครูหรือเจ้าหน้าที่ฟัง แล้วถามว่า

ตอนนี้เด็กน่าจะอยู่ระดับไหน?
มีการประเมินก่อนเรียนอย่างไร?
ในคลาสเด็กจะได้ทำกิจกรรมอะไร?
ถ้าเลือก Phonics จะเชื่อมไปสู่การอ่านประโยคอย่างไร?
ถ้าเป็น 4 Skills แต่ละทักษะได้ฝึกประมาณไหน?
ถ้าเป็น Conversation เด็กได้พูดจริงอย่างไร?
ครูติดตามพัฒนาการและแจ้งผู้ปกครองแบบไหน?

คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เห็นตัวคอร์สจริงมากกว่าชื่อบนโบรชัวร์

หากยังอยากเห็นภาพใหญ่ก่อนเลือก สามารถอ่าน 如何根据孩子的年龄选择适合他们的英语课程 เพื่อดูเรื่องอายุ พื้นฐาน เป้าหมาย และรูปแบบการเรียนประกอบกัน

สุดท้ายแล้ว ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Phonics, 4 Skills และ Conversation ว่าใครเป็น “ผู้ชนะ”

ลองมองว่าทั้งสามแบบเป็นคนละชิ้นของการเรียนภาษา

Phonics ช่วยให้เด็กมีหลักในการเชื่อมเสียงกับตัวอักษร
4 Skills ช่วยเชื่อมฟัง พูด อ่าน และเขียนเข้าด้วยกัน
Conversation ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้เด็กนำภาษาที่มีออกมาใช้กับคนจริง ๆ

วันนี้ลูกอาจต้องการชิ้นหนึ่งมากกว่าอีกชิ้น แต่เมื่อพัฒนาแล้ว ความต้องการก็เปลี่ยนได้

หากต้องการดูแนวทางหลักสูตรสำหรับเด็ก สามารถดู ecc的英语课程 และพูดคุยกับทีม ecc เกี่ยวกับอายุ พื้นฐาน และสิ่งที่อยากให้ลูกพัฒนา เพื่อช่วยกันหาจุดเริ่มต้นที่เหมาะ โดยไม่ต้องรีบให้ลูกเรียนทุกอย่างพร้อมกัน

เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าลูกกำลังเรียนคอร์สชื่ออะไร แต่คือ เขากำลังเข้าใจภาษาเพิ่มขึ้น กล้าใช้มากขึ้น และยังรู้สึกสนุกกับการเรียนอยู่หรือเปล่า

联系语言课程

填写您的信息以便工作人员联系您。

相关内容

发送联系表格 通过微信联系 打电话询问

暹罗购物中心4楼A区 Bright Space,蓬勿万区蓬勿万市10330