Better English Better Future @ecc อังกฤษดี อนาคตดี

เด็กควรเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอายุเท่าไหร่

เด็กเล็กเริ่มเรียนภาษาอังกฤษผ่านการฟังนิทาน

“ลูกยังเล็กไปไหม ถ้าจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนนี้?”

เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่ถามกันบ่อยมาก โดยเฉพาะบ้านที่เห็นเด็กวัยใกล้ ๆ กันเริ่มพูดภาษาอังกฤษ ร้องเพลงภาษาอังกฤษ หรือไปเรียนเสริมกันแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่า แล้วลูกเราควรเริ่มหรือยัง ถ้ายังไม่เริ่มจะช้าไปไหม หรือถ้าเริ่มเร็วเกินไป ลูกจะเครียดหรือเปล่า

ถ้าถามว่า เด็กเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอายุเท่าไหร่ คำตอบจริง ๆ คือ ไม่มีอายุเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน

เด็กสามารถเริ่มทำความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษได้ตั้งแต่วัยเล็ก แต่คำว่า “เริ่มเรียน” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนั่งโต๊ะ ท่องคำศัพท์ หรือทำแบบฝึกหัดเสมอไป สำหรับเด็กเล็ก การฟังเพลง เล่นเกม ดูภาพ ฟังนิทาน หรือทำตามคำสั่งง่าย ๆ ก็ถือเป็นการเรียนรู้ภาษาแล้ว

สิ่งที่ควรดูควบคู่กับอายุจึงเป็น ความพร้อมของเด็ก ลักษณะกิจกรรม และเป้าหมายที่พ่อแม่อยากให้ลูกได้ในช่วงนั้น

บทความนี้จะช่วยกันดูว่า เด็กแต่ละวัยสามารถเริ่มภาษาอังกฤษแบบไหนได้บ้าง มีสัญญาณอะไรที่พ่อแม่พอสังเกตได้ และถ้ารู้สึกว่าลูกยังไม่พร้อมเข้าคอร์ส ก็สามารถเริ่มฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านอย่างไรโดยไม่ทำให้ภาษาอังกฤษกลายเป็นเรื่องกดดัน

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน แสดง

อายุสำคัญ แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

เวลาเลือกกิจกรรมให้เด็ก อายุเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ เพราะช่วยบอกคร่าว ๆ ว่าเด็กในวัยนั้นสนใจกิจกรรมแบบไหนและสามารถจดจ่อได้นานประมาณไหน แต่เด็กอายุเท่ากันไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมเหมือนกันทุกเรื่อง

ลองนึกถึงเด็กอนุบาลสองคนที่อยู่ห้องเดียวกัน คนหนึ่งอาจชอบร้องเพลง ชอบเลียนเสียง และกล้าพูดตามครูทันที อีกคนอาจนั่งฟังเงียบ ๆ หลายครั้งกว่าจะเริ่มพูดออกมา ทั้งสองคนกำลังเรียนรู้เหมือนกัน เพียงแค่แสดงออกไม่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้น หากกำลังสงสัยว่าเด็กเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอายุเท่าไหร่ อย่าดูแค่ตัวเลขหน้าปฏิทิน ลองดูพฤติกรรมของลูกจริง ๆ ไปพร้อมกันด้วย

ทำไมเด็กแต่ละคนพร้อมไม่เท่ากัน

ความพร้อมของเด็กมีหลายด้าน ตั้งแต่การสื่อสาร ความสนใจ ไปจนถึงการปรับตัวกับคนและสถานที่ใหม่

เด็กบางคนชอบพูดและชอบถามตั้งแต่เล็ก พอได้ยินคำภาษาอังกฤษใหม่ ๆ ก็อยากลองพูดตามทันที ขณะที่บางคนเป็นสายสังเกต ขอฟังให้แน่ใจก่อนแล้วค่อยพูดทีหลัง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคนหลังเรียนรู้ช้ากว่า

บางคนเข้าห้องเรียนใหม่แล้วเล่นกับครูได้ทันที แต่บางคนอาจต้องนั่งใกล้คุณพ่อคุณแม่ช่วงแรก ต้องเห็นครูหลายครั้งก่อนจึงจะรู้สึกสบายใจ

เรื่องสมาธิก็เหมือนกัน เด็กบางคนอยู่กับกิจกรรมหนึ่งได้ค่อนข้างนาน ขณะที่บางคนต้องสลับระหว่างเพลง เกม ภาพ และการเคลื่อนไหวบ่อยกว่า

ดังนั้น เวลาพิจารณาเรียนภาษาอังกฤษเด็กเล็ก ลองถามตัวเองง่าย ๆ ว่า ลูกสนุกกับการฟังเพลงหรือนิทานไหม ชอบเลียนเสียงหรือเปล่า สามารถทำกิจกรรมตามคำสั่งสั้น ๆ ได้ไหม และเวลาเจอครูหรือเพื่อนใหม่ต้องใช้เวลาปรับตัวประมาณไหน

คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เลือกรูปแบบการเรียนได้เหมาะกับลูกมากกว่าการถามเพียงว่า “สามขวบเรียนได้หรือยัง” แนวทางของ British Council LearnEnglish Kids สำหรับผู้ปกครอง ก็ให้น้ำหนักกับความพร้อมและความสนใจของเด็กเป็นหลัก มากกว่าการยึดตัวเลขอายุตายตัว

เป้าหมายการเริ่มเรียนในวัยต่าง ๆ

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้อายุคือ “เราอยากให้ลูกได้อะไรจากการเริ่มเรียนตอนนี้”

สำหรับเด็กวัยเล็กมาก เป้าหมายอาจง่ายแค่ทำให้เสียงภาษาอังกฤษเป็นเสียงที่คุ้นหู เด็กได้ยินคำทักทาย สี ตัวเลข สัตว์ หรือคำสั่งง่าย ๆ ซ้ำ ๆ จนเริ่มเข้าใจว่าคำเหล่านั้นหมายถึงอะไร

พอเข้าสู่วัยอนุบาล อาจเพิ่มคำศัพท์ วลีสั้น ๆ เพลง นิทาน และการตอบคำถามง่าย ๆ เช่น What’s your name? หรือ What color is it? โดยยังเน้นให้เด็กสนุกกับการใช้ภาษา

เมื่อเข้าสู่วัยประถม เป้าหมายอาจเริ่มขยับไปสู่การอ่าน การเขียน การสร้างประโยค การเล่าเรื่อง และการสื่อสารในสถานการณ์ที่หลากหลายขึ้น

เพราะฉะนั้น การเริ่มเรียนภาษาอังกฤษวัยอนุบาลกับการเริ่มตอนประถมไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายเหมือนกัน เริ่มเร็วไม่ได้หมายความว่าต้องเรียนเนื้อหาของเด็กโตเร็วขึ้น แต่หมายถึงเราสามารถให้เด็กมีเวลา “คุ้นเคย” กับภาษาได้มากขึ้น โดยเลือกกิจกรรมให้เหมาะกับช่วงวัย

สัญญาณว่าเด็กพร้อมเริ่มกิจกรรมภาษาอังกฤษ

ไม่มี Checklist ที่ต้องผ่านครบทุกข้อก่อนจึงจะเริ่มภาษาอังกฤษได้ แต่มีพฤติกรรมบางอย่างที่ช่วยให้ผู้ปกครองสังเกตได้ว่า ตอนนี้ลูกน่าจะเริ่มสนุกกับกิจกรรมภาษาได้แล้ว

เด็กมีความสนใจและอยู่กับกิจกรรมสั้น ๆ ได้

ถ้าลูกชอบเพลง ชอบนิทาน ชอบดูภาพ หรือสนใจเวลามีคนพูดภาษาอังกฤษ นั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว

ไม่จำเป็นต้องนั่งนิ่งได้นานเป็นชั่วโมง เด็กเล็กอาจตั้งใจกับเพลงหนึ่งเพลงเพียงไม่กี่นาที แล้วลุกไปทำกิจกรรมอื่น เป็นเรื่องปกติ

สิ่งสำคัญคือรูปแบบการเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาลควรเดินไปตามธรรมชาติของวัย เช่น มีช่วงฟัง ช่วงพูด ช่วงเล่น และช่วงขยับร่างกายสลับกัน เด็กจึงไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้นั่งเรียนแบบผู้ใหญ่

เด็กเริ่มตอบสนองต่อคำสั่งหรือเพลงง่ายๆ

บางครั้งเด็กยังไม่พูดภาษาอังกฤษออกมา แต่ฟังแล้วเข้าใจบางอย่างได้แล้ว เช่น พอได้ยิน “Stand up” ก็ลุกขึ้น ได้ยิน “Clap your hands” ก็ปรบมือ หรือได้ยินเพลงที่คุ้นเคยแล้วทำท่าตามได้

นี่เป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ผ่านการฟัง เด็กกำลังค่อย ๆ เชื่อมเสียงกับความหมาย แม้จะยังไม่ได้ตอบกลับเป็นประโยคก็ตาม

เวลาพ่อแม่เริ่มเรียนภาษาอังกฤษเด็กเล็ก จึงไม่ต้องรีบถามทุกครั้งว่า “คำนี้แปลว่าอะไร” เพื่อเช็กว่าจำได้หรือไม่ ลองดูว่าเด็กตอบสนองกับภาษาได้มากขึ้นหรือเปล่า บางครั้งพัฒนาการเล็ก ๆ แบบนี้บอกเราได้มากกว่าการท่องคำศัพท์ได้หลายคำ

ครอบครัวจัดเวลาฝึกอย่างสม่ำเสมอได้

ความพร้อมไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กอย่างเดียว แต่รวมถึงจังหวะชีวิตของครอบครัวด้วย ถ้าตารางในช่วงนั้นแน่นมาก เด็กมีโรงเรียน กิจกรรมอื่น และเดินทางหลายวันต่อสัปดาห์ การเพิ่มคอร์สอีกหนึ่งอย่างอาจทำให้เหนื่อยเกินไป แม้เนื้อหาจะเหมาะกับวัยก็ตาม

การเรียนภาษาไม่จำเป็นต้องอัดแน่น ความสม่ำเสมอในระดับที่ครอบครัวทำได้จริงมีความสำคัญกว่า ถ้าเลือกเรียนสัปดาห์ละครั้ง แล้วมีเวลาเล่นเพลง อ่านนิทาน หรือทบทวนคำง่าย ๆ ที่บ้านเป็นระยะ ก็อาจเหมาะกับครอบครัวมากกว่าการจัดตารางหลายคาบจนเด็กไม่มีเวลาพัก

และหากลูกยังไม่มีสัญญาณเหล่านี้ครบก็ไม่เป็นไร ความพร้อมของเด็กไม่ได้เป็นข้อสอบผ่านหรือไม่ผ่าน เด็กสามารถค่อย ๆ พัฒนาความคุ้นเคยได้ตามเวลา

เริ่มอย่างไรในแต่ละช่วงวัยโดยไม่กดดัน

ถ้าตัดสินใจว่าจะเริ่มแล้ว คำถามต่อไปก็คือ “แล้ววัยนี้ควรเริ่มแบบไหน?”

คำตอบง่าย ๆ คือ เริ่มจากสิ่งที่เด็กทำได้ก่อน แล้วค่อยเพิ่มความยากไปพร้อมกับเขา

วัยก่อนอนุบาลและอนุบาล

สำหรับเด็กเล็ก ภาษาอังกฤษควรมาในรูปแบบที่รู้สึกเหมือนส่วนหนึ่งของการเล่น

เพลงเป็นตัวช่วยที่ดี เพราะเด็กได้ยินคำและเสียงเดิมซ้ำโดยไม่รู้สึกว่ากำลังท่อง นิทานภาพก็ช่วยให้เด็กเดาความหมายจากภาพและเรื่องราว ส่วนเกมง่าย ๆ เช่น จับคู่สี ชี้อวัยวะ หรือหยิบของตามคำสั่ง ช่วยให้ภาษาเชื่อมกับการกระทำจริง

ถ้ากำลังเริ่มเรียนภาษาอังกฤษวัยอนุบาล ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าว่าเรียนสามเดือนแล้วต้องอ่านได้ หรือพูดเป็นประโยคยาวได้

ลองตั้งเป้าเล็กลง เช่น ลูกสนุกกับคลาส กล้าพูดคำใหม่ ฟังคำสั่งได้มากขึ้น หรือเริ่มหยิบภาษาอังกฤษบางคำมาใช้เองในชีวิตประจำวัน

การเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กอนุบาลที่เหมาะกับวัยจึงควรมีพื้นที่ให้เด็กได้ฟัง เล่น เคลื่อนไหว และลองพูด โดยไม่รู้สึกว่าทุกคำที่พูดกำลังถูกตรวจว่าถูกหรือผิด

วัยประถมต้น

เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยประถม เราสามารถเพิ่มโครงสร้างเข้าไปได้มากขึ้น

เด็กอาจเริ่มเชื่อมเสียงกับตัวอักษร อ่านคำง่าย ๆ เขียนคำศัพท์ หรือสร้างประโยคสั้น ๆ ขณะเดียวกันก็ควรมีโอกาสนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้จริง เช่น อ่านเรื่องสั้นแล้วเล่าให้ฟัง หรือเรียนคำศัพท์เรื่องอาหารแล้วลองสั่งอาหารเป็นภาษาอังกฤษ

จุดที่พ่อแม่ควรสังเกตคือ อย่าให้การเรียนกลายเป็นแบบฝึกหัดทั้งหมด

เด็กประถมยังต้องการพื้นที่ให้เล่นกับภาษา ถาม ตอบ และลองใช้คำใหม่โดยไม่ต้องถูกทุกประโยค หากลูกอ่านได้ดีแต่ไม่ค่อยพูด ก็อาจเพิ่มกิจกรรม Conversation หากพูดได้แต่ยังอ่านคำใหม่เองยาก ก็อาจต้องดูพื้นฐานเรื่องเสียงและการอ่านเพิ่มเติม

วัยประถมปลาย

เด็กประถมปลายเริ่มใช้ภาษาเพื่อทำอะไรที่ซับซ้อนกว่าเดิมได้ เช่น อ่านเรื่องแล้วจับใจความ เล่าประสบการณ์ แสดงความคิดเห็น เขียนข้อความ หรือพูดนำเสนอ

ช่วงนี้สามารถเริ่มเชื่อมการเรียนกับเป้าหมายของเด็กได้มากขึ้น

บางคนอยากพูดกับชาวต่างชาติให้คล่องขึ้น บางคนอยากอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ บางคนต้องการตามบทเรียนในโรงเรียนให้ทัน หรือกำลังเตรียมเข้าสู่ระดับการศึกษาที่เนื้อหาภาษาอังกฤษหนักขึ้น

แทนที่จะเลือกคอร์สจากอายุเพียงอย่างเดียว ลองดูว่า “ตอนนี้ลูกทำอะไรได้ และก้าวต่อไปที่อยากให้ทำได้คืออะไร”

วิธีคิดแบบนี้ช่วยให้เลือกเนื้อหาที่พอดีกับเด็ก ไม่ต้องเร่งเรียนเรื่องที่ยังไม่จำเป็น และไม่ต้องย้อนกลับไปเริ่มใหม่ทั้งหมดหากลูกมีพื้นฐานอยู่แล้ว

หากยังไม่พร้อมเริ่มคอร์ส ควรทำอะไรได้บ้าง

บางครั้งหลังจากดูทุกอย่างแล้ว ผู้ปกครองอาจรู้สึกว่า ลูกยังไม่พร้อมเข้าคลาส หรือช่วงนี้ตารางชีวิตยังไม่เหมาะ “ไม่เป็นไรเลย”

การยังไม่สมัครคอร์สไม่ได้หมายความว่าต้องหยุดภาษาอังกฤษทั้งหมด เรายังสามารถสร้างความคุ้นเคยแบบเบา ๆ ที่บ้านก่อนได้

สร้างความคุ้นเคยที่บ้านก่อน

การเริ่มฝึกภาษาอังกฤษที่บ้านไม่จำเป็นต้องซื้อหนังสือจำนวนมากหรือจัดโต๊ะเรียนเพิ่ม

ลองเริ่มจากกิจวัตรที่มีอยู่แล้ว เช่น ตอนแต่งตัวพูดชื่อสีของเสื้อ ตอนเก็บของใช้ประโยค “Put it here.” ตอนล้างมือพูด “Wash your hands.” หรือก่อนนอนเลือกนิทานภาษาอังกฤษภาพเยอะ ๆ สักเล่ม

อีกวิธีหนึ่งคือเปิดเพลงเดิมซ้ำหลายวัน เด็กเล็กมักชอบความคุ้นเคย และการฟังคำเดิมซ้ำช่วยให้เริ่มจับเสียงและร้องตามได้เอง

ถ้าลูกยังไม่ตอบภาษาอังกฤษ ก็ไม่ต้องคอยถามว่า “ทำไมไม่พูดตาม” การฟังก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ให้เวลาเด็กได้เก็บเสียงและความหมายก่อน

สำหรับเด็กโตขึ้น อาจลองดูการ์ตูนภาษาอังกฤษตอนสั้น ๆ เล่นเกมคำศัพท์ หรือให้เลือกคำง่าย ๆ มาใช้ในบ้านวันละไม่กี่คำ

หัวใจสำคัญคือทำให้ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เข้ามาอยู่ในชีวิตอย่างสบาย ๆ ไม่ใช่อีกหนึ่งงานที่ต้องทำให้เสร็จ

หากอยากได้ไอเดียเพิ่มเติม สามารถอ่านต่อได้ที่ วิธีช่วยลูกฝึกภาษาอังกฤษที่บ้าน

คำถามที่พบบ่อย

เริ่มเร็วแล้วเด็กจะเก่งกว่าเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป การเริ่มเร็วทำให้เด็กมีเวลาได้สัมผัสภาษาและสร้างความคุ้นเคยนานขึ้น แต่ผลลัพธ์ยังขึ้นอยู่กับหลายเรื่อง ทั้งรูปแบบการเรียน ความสม่ำเสมอ โอกาสได้ใช้ภาษา และความเหมาะสมกับเด็ก

เด็กที่เริ่มตอน 3 ขวบแต่เรียนแบบกดดัน ไม่ค่อยได้ใช้ภาษา และหยุดเรียนบ่อย อาจไม่ได้มีข้อได้เปรียบเหนือเด็กที่เริ่มตอน 6 ขวบแต่เรียนอย่างต่อเนื่องและสนุกกับภาษา

ดังนั้น หากถามว่าเด็กเริ่มเรียนภาษาอังกฤษอายุเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด คำตอบอาจไม่ใช่ “เร็วที่สุด” แต่คือ “เริ่มเมื่อมีกิจกรรมที่เหมาะกับวัย และสามารถทำต่อเนื่องได้”

เด็กขี้อายเริ่มเรียนภาษาอังกฤษได้หรือไม่

ได้ ความขี้อายไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่พร้อมเรียนภาษา

เด็กบางคนต้องใช้เวลาทำความรู้จักครูและเพื่อนก่อน เมื่อรู้สึกปลอดภัยจึงเริ่มพูดมากขึ้น ถ้าลูกเป็นแบบนี้ ควรเลือกห้องเรียนที่ไม่เร่งให้ตอบทันที มีครูที่ให้เวลาปรับตัว และใช้กิจกรรมที่เด็กสามารถเข้าร่วมได้แม้ยังไม่พูดมาก

ช่วงแรกลูกอาจฟัง ทำท่าตาม ชี้ภาพ หรือพูดตามเพียงคำสั้น ๆ ก่อน แล้วค่อยเพิ่มการตอบโต้เมื่อมั่นใจขึ้น

จึงไม่จำเป็นต้องรอให้เด็ก “กล้าพูดก่อน” แล้วค่อยเริ่มเรียน เพราะความกล้าสามารถค่อย ๆ เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ดีในห้องเรียนได้เช่นกัน หากลูกเข้าใจภาษาอังกฤษแต่ยังไม่กล้าพูด สามารถอ่านต่อได้ที่ เด็กไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษ ควรเริ่มฝึกอย่างไร

ต้องเริ่มจาก Phonics ทุกคนหรือไม่

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก Phonics แบบเดียวกันทุกคน เพราะต้องดูอายุ พื้นฐานและเป้าหมายของเด็กด้วย

เด็กเล็กที่เพิ่งเริ่มคุ้นภาษาอาจเริ่มจากการฟัง เพลง คำศัพท์ และเสียงต่าง ๆ ก่อน ส่วนเด็กที่พร้อมเชื่อมเสียงกับตัวอักษรแล้ว การเรียน Phonics สามารถช่วยสร้างพื้นฐานการอ่านและสะกดคำได้

ในขณะเดียวกัน การเรียนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กไม่ได้มีเพียงการอ่าน เด็กยังต้องพัฒนาการฟัง การพูด คำศัพท์ และการสื่อสารควบคู่กัน

หากยังไม่แน่ใจว่าลูกควรเริ่มจาก Phonics, Conversation หรือ 4 Skills สามารถดูภาพรวมเพิ่มเติมได้ที่ วิธีเลือกคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับเด็กตามช่วงวัย

สุดท้าย หากกำลังคิดว่า “ควรเริ่มตอนนี้เลย หรือรออีกหน่อยดี” ไม่จำเป็นต้องใช้เด็กคนอื่นเป็นตัวตั้ง

ลองเริ่มจากลูกของเรา

“เขาสนใจภาษาอังกฤษไหม”
“ตอนนี้คุ้นกับภาษาแค่ไหน”
“กิจกรรมแบบไหนที่เขาสนุก”
“ครอบครัวสามารถจัดเวลาได้ประมาณไหน”
และ “เราอยากให้เขาได้อะไรจากการเรียนในช่วงนี้”

หากคำตอบคืออยากให้ลูกค่อย ๆ คุ้นกับภาษา ก็เริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเพลง นิทาน หรือกิจกรรมที่บ้าน หากลูกพร้อมเข้าชั้นเรียนแล้ว ก็ค่อยเลือกคอร์สที่เหมาะกับช่วงวัยและพื้นฐาน

สามารถดูรายละเอียด คอร์สภาษาอังกฤษสำหรับเด็กของ ecc เพื่อดูแนวทางการเรียนสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัย และสอบถามทีม ecc เพื่อช่วยดูพื้นฐาน ความพร้อม และรูปแบบการเรียนที่เหมาะกับลูกก่อนตัดสินใจ

เพราะการเริ่มต้นที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นการเริ่มให้เร็วกว่าใคร แต่เป็นการทำให้ภาษาอังกฤษเข้ามาในชีวิตของเด็กในจังหวะที่เขารู้สึกว่า สนุก เข้าใจได้ และอยากเรียนรู้ต่อ

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

พอเริ่มคิดว่าจะให้ลูกเรียนภาษาอังกฤษ เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านต้องเคยมีคำถามประมาณนี้อยู่ในหัว “วัยนี้ควรเริ่ม Phonics หรือยัง?” “ลูกพูดได้บ้าง แต่ยังอ่านไม่ได้ ต้องเรียนอะไร?” “เพื่อนรุ่นเดียวกันไปไกลแล้ว ลูกเราช้าไปไหม?”

พอเริ่มมองหาคอร์สภาษาอังกฤษให้ลูก คุณพ่อคุณแม่อาจเจอชื่อคอร์สเต็มไปหมด ทั้ง Phonics, 4 Skills, Conversation แล้วก็เริ่มสงสัยว่า “ลูกควรเริ่มจากอันไหนก่อน?” “ถ้าเลือก

เคยไหม เวลาอยู่บ้านลูกดูเหมือนรู้ภาษาอังกฤษอยู่ไม่น้อย เปิดเพลงก็ร้องตามได้ ถามคำศัพท์ก็พอตอบได้ บางประโยคได้ยินแล้วก็เข้าใจ แต่พอคุณครูถามจริง ๆ หรือมีคนต่างชาติชวนคุย กลับเงียบ ยิ้มอย่างเดียว

พอเลือกเนื้อหาที่อยากให้ลูกเรียนได้แล้ว อีกคำถามที่ตามมาติด ๆ มักเป็น “เรียนกลุ่มหรือตัวต่อตัวดี?” “ตัวต่อตัวครูดูแลเต็มที่กว่า แปลว่าดีกว่าไหม?” “ถ้าลูกขี้อาย เรียนกลุ่มจะยิ่งไม่กล้าพูดหรือเปล่า?” “แล้วถ้าเรียนคนเดียว

ส่งฟอร์มติดต่อ ติดต่อผ่านไลน์ โทรสอบถาม